วงล้อแสนสุขประจำวัน |ตั้งเว็บไซต์เป็นหน้าแรก |เพิ่มเข้าบุ๊คมาร์ก |ขนาดจอกว้าง

{ Washington D.C. } Iglesia ni Cristo Chapel

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-3-25 00:31:37 |โหมดอ่าน

Iglesia ni Cristo Chapel

{ Washington D.C. }





เหล่าผู้เคร่งศาสนาในละแวกใกล้เคียงหลังใหลมายัง Iglesia ni Cristo chapel Washington D.C. โบสถ์ Iglesia ni Cristo 
ตั้งอยู่ในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนถนนสายที่ 16 เคยเป็นสถานที่สักการะบูชาและโรงเรียนสอนศาสนา
ของโบสถ์ Saints Constantine and Helen Greek Orthodox Church Iglesia ni Cristo ผ่าน Allison James Estates & Homes 
ได้ซื้ออาคารโบสถ์จาก Summit Commercial ซึ่งเป็นโบสถ์กรีกออร์โธดอกซ์ที่มีมูลค่า 9.2 ล้านเหรียญสหรัฐ






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1USD +500 ย่อ เหตุผล
Admin + 500

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2020-3-25 00:33:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด


                                  ณ โบสถ์ของรัฐ...

                                  หน้าจะเป็น.. ครั้งแรกที่ฉันเข้าโบสถ์ต่างศาสนาครั้งแรก ฉันเป็นพุทธศาสนานิกชน ไม่เคยเข้าศาสนสถานของศาสนาอื่นมาร่วมค่อนชีวิต ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้ามา...

                                  เบื้องหน้าของฉันคือประรำพิธี ด้านข้างนั้นมีแขกผู้มีเกียรตินั่งอยู่ในขณะที่บาทหลวงในชุดคลุมสีขาวสะอาดราวฝ้ายยืนเกริ่มอารมภบทของความตายทีมีแก่พ่อกับแม่ผู้ล่วงลับของตัวฉันเอง.. ท่ามกลางสายตาประชาชีที่.. อืมม ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเป้นใครมาจากไหน ที่รู้ๆคือพวกเขาน่าจะเป็นเพื่อนหรือญาติสนิมิตรสหายสัมพันธชนที่เคยพบพานกับพ่อกับแม่ผู้มีพระคุณของฉันเป็นแน่แท้.. ยิ่งบางคนนี่.. อืมม ฉันเคยเห็นแต่ในข่าว สารคดี และภาพยนตร์ ไม่เคยเห็นเครื่องประดับอิศริยศอะไรมากมายขนาดนั้น ชุดสีนั้น.. ทหารอากาศสินะ ฉันพอจำได้จากหนังกับสารคดีที่ชอบดูตั้งแต่เด็กๆ.. ฉันทำได้แค่มองและเดินผ่านนายพลคนนั้นไป เขาหันมามองตาของฉัน พอดีมากที่ฉันเบี่ยงสายตาหลบและมองไปยังด้านหน้าพอดี ท่ามกลางเสียงกระซิบและบทสนทนาอันแผ่วเบาที่ต่อให้เบายังไงฉันก็ได้ยินอยู่ดี และต่อให้เป็นอังกฤษก็ตาม ฉันก็ฟังออก


                                  นั่นคือ.. บุตรชายของเขางั้นเหรอ?"
                                  พวกเขาไม่เคยบอกเราว่าเขามีลูกชายมาก่อน"
                                  ทำไมเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขามีลูกชาย"
                                  "อาจจะไม่ใช่สายเลือดของเขาก็ได้ล่ะมั้ง.."


                                  คำครหานินทามากมายทำเอาฉันไม่อยากจะคบค้าสมาคมกับคนพวกนี้เท่าไหร่ แต่อีกใจนึงนั้นเอง มันก็เปลี่ยนมุมมองในเรื่องที่พวกเขานินทาต่างๆนาๆ เพระาพวกเขาไม่รู้ พวกเขาก็เลยพูดได้ เรื่องราวที่มาต่างเป็นเช่นไรมีแต่ตัวเราเท่านั้นล่ะที่บอกได้ ความทรงจำแม้มันจะเป้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับฉันมันคือของแท้อย่างแน่นอน.. ฉันเดินไปที่ม้านั่งด้านหน้าสุดตามพ่อบ้านที่เดินนำฉันมาตลอดและผายมือออกเชิญผู้เป็นนายนั่งลง ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้พิธีรีตองอะไรของศาสนานี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่รู้ก็เป็นไปตามภาพยนตร์.. ตามนั้น...


                                  "ให้เกียรติผู้เป็นบุตรของผู้ตายได้ขึ้นมากล่าวอะไรซักเล็กน้อยเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้ตายสักเล็กน้อย" บาทหลวงที่เอ่ยอารัมภบทจนจบได้กล่าวออกมา


                                  ซึ่งฉันเองที่กำลังจะนั่ง ก้นยังไม่ทันแตะกับม้านั่ง ก็จำต้องลุกขึ้นเพื่อเดินไปที่โพเดี่ยม มันเหมือนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะจนฉันเองพยายามจะไม่คิดว่านี่อาจจะเป็นการอำแขกของบาทหลวง.. ฉันเดินไปยังแท่นโพเดี่ยมและกล่าวอะไรเล็กน้อยตามที่บาทหลวงได้บอกเอาไว้..


                                  "..." ฉันสูดลมหายใจเล็กน้อยก่อนปล่อยออกใส่ไมค์ กระแอมสักเล็กน้อยพอเป็นพิธี
                                  "สวัสดีท่านผู้มีเกียรติ ญาติสนิทมิตรสหายสัมพันธชน บุคคลอันเป็นที่รักทั้งหลายแล้วก็ ฮายมัม ฮายแดด.." ข้อความตอนท้ายเรียกเสียงหัวเราะเล็กๆให้แขกได้พอประมาณ ซึ่งฉันเองต้องการเพียงเท่านั้นเพราะนี่งานอวมงคล...


                                  "..ตั้งแต่ที่ผมลืมตามาดูโลกที่แสนวุ่นวายใบโลก ผมกลับรู้สึกมีความสุขและไม่ต้องการรับรู้สิ่งใดๆในอ้อมกอดของแม่ผม ทุกครั้งที่ผมมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ผมไม่ต้องการรับฟังสิ่งใดนอกจาก คำพูดที่พ่อของผมให้กำลังใจ.. ทุกครั้งที่ผมพลั้งพลาด ทุกครั้งที่ผมล้มเหลว คนที่คอยประคองผมไว้ไม่ให้ล้มก็คือพ่อกับแม่ที่อยู่ข้างๆผม.. ในวันที่พ่อกับแม่ของผมจากมาที่อเมริกา ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้ว่าอเมริกาเป็นยังไง และก็ไม่เข้าใจเหลือเกินว่า ทำไมไม่พาตัวผมไปด้วย พ่อกับแม่ไม่รักผมแล้วงั้นเหรอ?... "


                                  ตอนนี้ในหัวของฉันรู้สึกแบล๊ง มันว่างเปล่า ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรซักอย่างขึ้นมาที่จมูก ความรู้สึกคิดถึงแต่ไม่ถึงค่อยทำฉันพูดไม่ออก ฉันค่อยๆสูดหายใจเข้าลึกๆ กลืนน้ำลายอึกใหญ่และค่อยๆพูดต่อ


                                  "พวกเขาจะรู้มั้ยว่า.. ตอนนี้ลูกคนนี้เป็นยังไง.. ผมเองไม่รู้หรอกว่าพวกเขากำลังสร้างสิ่งที่ใหญ่โตนี้ขึ้นมา พ่อกับแม่ของผมนี่สุดยอดไปเลยนะ แค่เพียงคนสองคน ยังสามารถสร้างสรรค์อะไรต่างๆมากมาย ได้เป็นมิตรกับมากมายขนาดนี้.."


                                  ยิ่งพูดฉันชักจะทนความอัดอั้นนี้ไม่อยู่.. ต่อให้พยายามจะทนเท่าไหร่ ยิ่งพุดก็ยิ่งทำให้คิดถึง ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าฉันจะไม่ได้พบกับพวกเขาอีกครั้ง ถ้าเป็นไปได้ขอแค่ได้คุยกับพวกเขา ได้พูดในสิ่งที่ฉันอยากจะพูด ได้ทำในสิ่งที่ลูกคนนึงจะทำให้กับพวกเขาได้ สักครั้งก็ยังดี.. ยิ่งคิดถึงความอดกลั้นมันก็ยิ่งทลายลงไป หยดน้ำตาแห่งความคิดถึงก็ค่อยไหลรินลงมา..


                                  "ผมอยากเจอกับพวกเขาอีกสักครั้ง อยากให้รู้ว่าผมรักพวกท่านมากขนาดไหน ผม.. คิดถึงพวกเขาเหลือเกิน..."


                                  ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหล พ่อบ้านที่เดินมายื่นทิชชู่ให้ก่อนที่ฉันจะเดินลงจากโพเดี่ยมนั้นไปด้วยความเศร้าปละความคิดถึง.. หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดูเศร้าไปหมดสำหรับตัวฉัน...

......

ความสูญเสียนั้นล้วนย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ..

ไม่ว่าจะช้าหรือจะเร็วทุกคนล้วนย่อมต้องเจอกับ"มัน"

ไม่มีใครทำใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ทัน..

แม้แต่ตัวของฉันเองก็เช่นกัน..

......



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +7 คุณธรรม +1 ความชั่ว +5 ความโหด โพสต์ 2020-3-25 14:43

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +200 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-4-12 00:39:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  9 April 2020... Afternoon


                                  ผ่านไปหลายวันหลังจากที่ฉันมาที่อเมริกา เพื่อมางานศพของพ่อกับแม่ที่รักของฉัน.. และเริ่มต้นชีวิตใหม่ของการเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลวงค์กรรณ์ ประธานของ Anahiem Inc...
                                  ผ่านวันเกิดฉันไปแล้วสองวัน ฉันก็เพิ่งจะมาเยี่ยมหลุมศพพวกเขา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของฉัน ฉันต้องการที่จะขอบคุณ ที่พวกเขาให้หลายๆสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าฉันจะได้มันมาครอบครองในชีวิต แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใยดีในครั้งที่ฉันออกไปจากชีวิตพวกเขาแล้วก็ตาม..


                                   นอกจากทรัพย์สินที่พวกเขามอบให้.. ก็ยังมีงานและภารกิจที่พวกเขาฝากไว้ให้ด้วย นี่มันอะไรกัน.. แม้ว่าจะเป็นงานที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งมันก็ดีเหมือนกัน แต่ก่อนแต่ไรที่ฉันทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์กลไก ไม่เคยมีความคิดถึงความเป็นผู้บริหารหรือประธานบริษัทใดๆอยู่ในหัว แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันไม่ได้คิด คิดไม่ถึง มากลายเป็นตัวฉันในตอนนี้...


                                    ฉันได้แต่ยืนเงืยบๆอยู่หน้าป้ายหลุมศพของพวกท่านทั้งสอง ความเสียใจยังคงมี มีอยู่มากล้นจาไม่อาจจะพูดออกมาได้หมด ความรู้สึกของความโดดเดียวไม่มีใครแล้วมันเป็นเช่นนี้เองหรอกเหรอ ไม่คิดไม่ฝันว่าตัวฉันจะต้องมาเผชิญหน้ากับมันโดยที่ยังไม่ได้เตรียมใจ ฉันเคยคิดว่า วันนึงฉันจะสร้างบ้านซักหลัง อยู่กับพ่อแม่และน้องสาวอย่างมีความสุข เมื่อถึงเวลาฉันจะได้อยู่ดูแลพวกท่านได้ทุกเมื่อที่มี แต่วันนั้นคงจะไม่มีสำหรับฉันอีกแล้ว เมื่อถึงเวลาที่พวกท่านกำลังจะจากไป ฉันไม่ได้อยู่แม้จะดูใจพวกท่านเลยซักนิดเดียว.. สีหน้าของฉันที่เรียบเฉยกับอารมณ์ที่ว่างเปล่าแต่ถูกฉาบทาด้วยความโศกเศร้ายังคงอยู่ เบื้องหน้าหลุมศพของผู้เป็นที่รักทั้งสอง ต่อให้ฉันจะไม่ได้รับความห่วงใยจากพวกท่านยังไง แต่ฉันไม่เคยที่จะหมดรักจากพวกท่านทั้งสองไปได้เลย ความอบอุ่นเมื่อครั้งก่อนยังคงที่ฉันจดจำได้ยังคงไม่มีทางลืมเลือน..


                                   ฉันหยิบช่อดอกกุหลาบวางไว้บนหลุมศพพ่อและของแม่ ผิวสัมผัสของหินอ่อนสีขาวที่ปิดกั้นระหว่างฉันกับแม่ที่นอนทอดร่างอย่างสงบอยู่ในโลง.. จริงๆในโลงนั้นไม่มีใครอยู่นอกจากความว่างเปล่า.. ตอนที่ยานอวกาศระเบิดนั้นไม่มีสิ่งใดหลงเหลือเป็นชิ้นเป็นอัน แรงระเบิดที่ทุกคนเห็นนั้นฟันธงได้เลยว่า ไม่เหลือซาก แน่นอนว่าไม่มีใครพบซากของทั้งสองคนในจุดตกของซากยานที่กระจัดกระจายออกไป เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะกู้ร่างมาทำพิธีที่โบสถ์จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย...


                                   "คุณชาย อีกครึ่งชั่วโมงเรามีนัดไปเยี่ยมชมโครงการที่  Anaheim Electronic นะครับ" อัลเฟรดแจ้งเตือนกิจกรรมหลังจากนี้
                                   "ครับอัลฯ ขอเวลาผมอยู่กับพวกเขาซักครู่นะครับ" ฉันเอ่ยกลับพ่อบ้านคนสนิทตรงหน้าหลุมศพ..
                                   "คุณชายได้คุยอะไรกับพวกเขาเป็นครั้งสุดท้ายรึเปล่าครับ?" อัลเฟรดเอ่ยถาม
                                   "ในวันที่คุยกัน.. ครั้งสุดท้าย.. ผมเดินออกจากห้องเช่าที่พวกเขาอยู่เพื่อปกปิดตัวตนของพวกเขา เราไม่ได้คุยอะไรกันเลยครับ ผมเดินลาดกระเป๋าเอาขึ้นรถแล้วขับออกจากอพาร์ทเมนต์ไป แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวผมเอง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้ครับ" ฉันค่อยๆบอกเรื่องที่ฉันยังพอจำได้


                                  มันเป็นสมัยที่ฉันจบมัธยมต้นได้ไม่นาน แม้ว่าฉันจะแยกทางกับพวกเขา แต่เอาจริงๆ ฉันก็แค่ออกไปหาหอพักเช่าเอาจากซอยถัดไปก็เท่านั้น ตอนนั้นพวกเขามีฉัน พ่อ แม่แล้วก็น้องสาว อาศัยอยู่ในห้องพักอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ในซอยรามอินทรา109 พอฉันจบม.3จากโรงเรียนใกล้ๆนั้น พ่อก็ให้ฉันมาก้อนนึง ก็หลายแสนอยู่ ฉันเลยเอาไปซื้อรถเก่าคันใหญ่ๆซักคัน ใบขับขี่ในตอนนั้นก็ยังไม่มี เลยขับเฉพาะช่วงที่จำเป็น ในวันนั้นฉันออกจากอพาร์ทเมนต์ตอนดึกๆ พวกเขาก็ยังตื่นอยู่ และพวกเขาเห็นฉันเดินออกจากห้องไปพร้อมสัมภาระทั้งหมด แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา.. น้องสาวของฉันนอนแล้ว ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากที่จะปลุกน้องขึ้นมารับรู้เรื่องนี้...


                                  เมื่อเข้ามัธยมปลาย ฉันก็เข้าเรียนในโรงเรียนที่ถัดออกไปจากซอยนั้นไกลอยู่พอสมควร แต่เป็นโรงเรียนใหญ่ และเขาต้องมีผู้ปกครองไปรับรอง ฉันจึงทำได้เพียงไหว้วานคนนั้นทีคนนี้ทีเพื่อมาเป็นผู้ปกครองให้ ซึ่งก็ไม่พ้นคนที่ฉันรู้จัก น้าจากบริษัทที่แม่เคยไปทำงานให้เขาอยู่ช่วงนึงซึ่งฉันเองก็มารู้ทีหลังว่า แม่เองก็มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทนี้อยู่ไม่น้อยเลย ดีที่น้าเขายอมช่วย แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ฉันจะต้องมาช่วยงานเป็นคนทำความสะอาดที่ออฟฟิศของเขาในช่วงวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์ที่บริษัทปิด ถือเป็นบุญคุณเล็กๆน้อยๆที่เกื้อกูลกันโดยที่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับทางครอบครัวโดยตรง..


                                  กับรถรุ่นเก่าที่ฉันซื้อมาโดยเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อเป็นคนให้ Land Rover Defender 147 ฉันก็คอยดูแลมันอย่างดีอีกทั้งยังแต่เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับการเดินทางไกลๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่แคล้ว พัทยากับบางแสน(ไปที่อื่นกันไม่เป็นรึไง)



                                  จนอายุ 18 ซึ่งตอนนั้นฉันเองก็อยู่ที่มัธยมปลายกว่าๆแล้ว ถึงหาเวลาไปทำใบขับขี่และขับทำงานธุรกิจที่พอจะทำเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้โดยที่ไม่ต้องขอใคร ขับไปขับมาในช่วงที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงปวส.และปริญญาตรี และก็ใช้เป็นพาหนะประจำวันจนกระทั่งฉันย้ายมาทีนี่ เห็นว่ารถยังอยู่ที่จอดรถที่ทำงาน ยังไม่ได้หายไปไหน ทางบริษัทเองก็ให้ฉันไปเอารถออกด้วยเพราะคันมันใหญ่กินเนื้อที่จอดรถ.. ต่อให้ใครต่อใครบอกว่าให้ขายทิ้ง แต่บอกตรงๆเลยนะ ไม่ทางหรอก ฉันเข้าไปดูประวัติรุ่นนี้ เป็นรุ่นหายากมาก อีกทั้งสถาพสมบูรณ์แบบที่วิ่งได้แบบนั้น ไม่มีทางซะหรอก..



                                   "ได้เวลาแล้วครับคุณชาย" อัลเฟรดเอ่ยในขณะที่ฉันเองนึกถึงความหลังต่างๆ สุดท้ายก็จบที่รถของฉันได้ยังไงก็ไม่รู้ เอาเถอะ เอาไว้กลับไปที่ไทยแล้วค่อยจัดการก็แล้วกัน คงจะหาซื้อที่อยู่ซักหลังไว้พักตอนที่กลับไปที่อยู่ไทยช่วงนึงล่ะนะ

                                   "อัลครับ ช่วยดูบ้านเดี่ยวกับโกดังซักอย่างละหลังสิ ผมจะต้องกลับไปพักหลังจากช่วงที่อยู่ไทย.."

                                   "ครับคุณชาย" อัลเฟรดตอบรับก่อนที่จะเดินตามหลังมาและเดินนำหน้าเพื่อเปิดประตูรถให้...



                                   ทุกอย่างเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อฉันขึ้นรถออกจากสุสานใกล้ๆกับโบสถ์.. จริงๆ ฉันรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ฉันหลุดจากความคิดของตัวเองแล้ว เหมือนกับว่ามีใครซักคนกำลังมองฉันอยู่ ไม่รู้สิ แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +300 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-4-21 21:36:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
3.Become much clearer
                [ Iglesia ni Cristo Chapel, Washington D.C ]

        “...วันนี้ขอสงบเสงี่ยมซักวันก็แล้วกัน”

แม็กนัสกำลังสาวเท้าเข้าไปในโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองวอชิงตันดีซี และเห็นแก่ที่นี่เป็นโบสถ์ เขาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำตัววุ่นวายเหมือนกับคราวก่อน ที่ดันวิ่งไล่กับสาวนักร้องริมทางจนคนแตกตื่นกันหมด…

เขาเดินลึกเข้ามาด้านใน จนพบกับส่วนที่เป็นห้องสำหรับทำพิธีทางศาสนา เขาเลือกที่จะนั่งบริเวณริมๆใกล้หน้าต่าง หลีกเลี่ยงที่จะนั่งใกล้กับคนอื่น ก่อนจะหลับตาลง ยกมือขึ้นกลางอก เพื่อขอพรต่อองค์พระเป็นเจ้า

        “....เอเมน”

หลังจากใช้เวลาอยู่พักหนึ่งในการสวดภาวนา เขาก็ลืมตาขึ้นมา เงยหน้ามองรูปปั้นองค์พระเยซูบนกำแพง

        “มาสวดภาวนางั้นหรอคะ?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เรียกให้เขาหันไปมอง แต่ก็ต้องแสดงทีท่าตกใจออกมา เมื่อสิ่งที่เขาเห็นนั้นไม่ใช่แค่ผู้หญิงธรรมดา แต่ดูเหมือนเธอคนนั้นจะตัวโปร่งแสงอยู่เล็กน้อย ทำให้เขาสะดุ้งตกใจออกมาเล็กๆ

หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็ตกใจไม่ต่างกัน แต่ด้วยท่าทีรักสงบและเป็นมิตร เธอจึงนั่งลงข้างๆเขา และไม่หนีไปไหน ต่างจากคราวก่อนที่เขาเคยเจอ..

        “คุณมองเห็นชั้นสินะคะ”

หญิงสาวตรงหน้าถามออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ทำให้แม็กนัสประหลาดใจเป็นอย่างมาก

        “เห็นคุณ...ที่ตัวโปร่งใสน่ะเหรอ? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ หรือคุณเป็นผี?”

หญิงสาวตรงหน้าได้ยินแบบนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดออกมา

        “คุณคงไม่เคยเห็นสินะ...ดิชั้นเป็นนางไม้ค่ะ”

คำตอบที่ได้ยินทำให้ชายหนุ่มตกใจเป็นอย่างมาก จนแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านสีหน้าของเขา

        “นางไม้!!....น นางไม้งั้นหรอ?”

เขาเผลอส่งเสียงออกมาเสียงดังเกินควร จึงเหลือบมองรอบข้างก่อนจะเบาเสียงลง

        “ฮ่าๆ ใช่แล้วค่ะ นางไม้...คุณคงไม่ได้มาจากที่นั่นสินะ”

        “ที่นั่น?? ที่ไหนกัน”

ยิ่งได้ฟังเขาก็ยิ่งพบแต่ความงุนงง ความคิดมากมายตบตีกันในหัวเต็มไปหมด
หญิงสาวตรงหน้าได้ยินแบบนั้นก็อมยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยพูดกับเขา

        “ดิชั้นคงไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายเรื่องการเดินทางหรอกนะ..ขอให้โชคดี”

หลังกล่าวจบ เธอคนนั้นก็ลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปอีกทาง แล้วออกจากทางเดินของโบสถ์ไป

แม็กนัสทำทีว่าจะตามอีกฝ่ายไป แต่จากคำพูดของอีกฝ่าย และตัวเขาเอง จึงเลือกที่จะไม่ติดตามไป

        “เห็นทีว่าคงต้องรีบไปให้ถึงซะแล้วล่ะนะ…”

เขารีบลุกขึ้น เก็บของทุกอย่าง แล้วก้าวฉับออกไปจากโบสถ์ เพื่อหวังให้ถึงที่หมายแรกของตนให้เร็วที่สุด เพื่อจะหาสถานที่ในการสืบเรื่องที่อีกฝ่ายพูดมาทั้งหมด




แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +7 คุณธรรม โพสต์ 2020-4-21 21:45

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +100 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 100

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
Electric Stun Gun
ชุดสูทลำลอง
VR Headset
Fingered
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x8
x4
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต