วงล้อแสนสุขประจำวัน |ตั้งเว็บไซต์เป็นหน้าแรก |เพิ่มเข้าบุ๊คมาร์ก |ขนาดจอกว้าง

[ Washington D.C ] Adisak's Floating Mansion | อดิศักดิ์ วงศ์กรรณ

[คัดลอกลิงก์]


[ Adisak's Floating Mansion]





ห้องนั่งเล่น








เพ็นท์เฮาส์หลังนี้ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของอาคาร "อนาไฮม์ ทาวเว่อร์" อาคารที่สูงที่สุดใน"อนาไฮม์ อินดัสทรี่ อาเขต" โดยที่ใช้ทั้งห้าชั้นของด้านบนสุดทำเป็นเขตที่อยู่อาศัยส่วนตัวราวกับเหมาห้าชั้นทั้งหมดเพื่อสร้างเพ็นท์เฮาส์หลังนี้ไว้โดยเฉพาะ มีห้องหับจำนวนมากตามกิจกรรมต่างๆ โดยที่มีห้องใหญ่สุดคือห้องทดลองของจอมทัพ และ แคทเธอรีน ซึ่งก็คือพ่อกับแม่ของ อดิศักดิ์นั่นเอง ทุกอย่างเหมือนทุกสร้างเป็นคฤหาสน์อีกหลังบนความสูงหลายร้อยเมตรจากพื้น สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของกรุงวอร์ชิงตันได้สบายๆ โดยที่เพ็นท์เฮาส์ด้านบนนี้มีพื้นที่สีเขียวเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้โดยรอบนั้นปลูกต้นไม้แล้วพืชพรรณนาๆชนิด เพื่อสร้างออกซิเจนและความผ่อนคลายที่ด้านบน ถ้าจะเรียกว่าสวรรค์บนดินก็คงจะไม่ผิด...



ความอลังการของของคฤหาสน์บนยอดตึกระฟ้านี้ หากจะให้เปรียบมันคงไม่เรียกว่าคฤหาสน์ แต่อาจจะเรียกว่าปราสาทรวมกับห้องทดลองรวมกับโรงแรมและออฟฟิตบนยอดตึกระฟ้าก็ว่าได้ เพราะภายในนั้นมีห้องรับแขกใหญ่หนึ่งห้องกับห้องนั่งเล่นรวม และแยกออกเป็นหลากห้อง โดยมีห้าห้องนั่งเล่น ห้าห้องนอนซึ่งในห้องนอนมีห้องนั่งเล่นและห้องน้ำส่วนตัวในแต่ละห้อง โดยมีห้องน้ำใหญ่และห้องครัวใหญ่สองห้อง กับห้องสันทนาการ ห้องสมุด ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย บาร์ ยิม ฯลฯ รวมอยู่ในที่พักอาศัยด้านบนนี้ทั้งหมด...


หลังจากที่อดิศักด์ได้มาที่อเมริกาใหม่ๆ สิ่งที่พ่อกับแม่ของเขาทิ้งไว้ให้นั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด เขาเองไม่คิดว่าพวกเขาทั้งสองจะมีทรัพย์สินไว้ในครอบครองไว้มากมายมหาศาลขนาดนี้ รวมถึงเพนท์เฮาส์ที่อยู่ด้านบนสุดของอาคารที่สูงที่สุดในระแวกนี้ด้วย แน่นอนว่าทันทีที่เขาขึ้นมาเหยียบ ก็รู้สึกได้ถึงความวังเวง แม้ว่าจะมีพ่อบ้านแม่บ้านคอยรับใช้และทำความสะอาดอยู่ก็ตาม เหมือนกับว่าเจ้าของที่นี่ยังคงอยู่...





























โพสต์ 2020-3-8 02:29:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย WeishaoTien เมื่อ 2020-3-8 02:32

                                  เรื่องที่ไม่คาดคิดมักจะเกิดในยามที่เรานั้นอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าฉันเองในตอนนี้จะมีความสุขกับชีวิตที่ทำมากมายเพียงใด.. เอาจริงๆตัวฉันเองไม่ต้องการสิ่งใดอื่นอีกแล้วหลังจากนี้ จริงๆนะ ฮะๆๆ ฉันกำลังทำงานอยู่ในบริษัทแห่งนี้ ฉันมีอิสระอย่างมากจริงๆหลังจากที่หลุดออกมาจากวังวนที่ฉันนั้นเคยคิดว่ามันดี แต่ภายในนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับที่อื่นๆ ฉันเองก็รับรู้ได้ถึงอิสระหลังจากที่ออกมาจากที่นั่น.. ให้ตายสิ เมื่อทำงานมาได้ก้อนนึง ฉันเอามันมาซื้อรถอเมริกันคันโปรด ให้ตายสิ นี่มันความฝันที่เป็นจริงก็ไม่ปาน เป็นเรื่องที่ฉันเคยคิดไว้ ได้รถที่ต้องการมาเรียบร้อย ปรับแต่งช่วงล่างและล้อที่ฉันต้องการ ยกเครื่องแรงๆ และภายในซึ่ง.. หมดไปก็หลายอยู่อ่ะนะ นั่นล่ะ.. ความฝันที่ฉันต้องการมันเป็นสิ่งที่แลกด้วยบางสิ่งนั่นล่ะนะ สำหรับฉันในตอนนี้นี่คือ ความฝันแรกเท่านั้น ความฝันต่อไปของฉันคือ.. บ้าน ฉันเองก็พยายามต่อไปเพื่อให้ความฝันสิ่งต่อไปได้มา...



                                   แต่ว่า...


                                   ช่วงบ่ายของวันๆหนึ่ง ณ บริษัทแห่งหนึ่งในย่านนานา สุขุมวิท


                                   "คุณตูน.. มีคนมาขอพบน่ะค่ะ" พนักงานต้อนรับเดินมาที่ห้องซ่อมที่ฉันอยู่เพื่อมาบอกเรื่องที่มีคนมาหา..
                                   "คร้าบ ไปเดี๋ยวนี้ล่ะ" ฉันเองก็ไม่รู้หรอกใคร เพราะฉันเองไม่มีใครที่จะรู้จักฉันพออยู่แล้วนอกจากคนในบริษัทนี้.. ซึ่งก็ไม่น่าใช่
                                   "ครับ ใครเหรอ?" ฉันถามพี่สาวพนักงานต้อนรับที่ห้องรับแขก ซึ่งเขาเองก็ชี้ไปที่ชายในชุดสูทคนนึงที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกระจกติดกำแพง
                                   "ขอบคุณครับ" ฉันจบการสนทนานั้นพร้อมกับเดินไปหาบุคคลปริศนา ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร...


                                   ฉันเดินไปที่โต๊ะกระจกนั้น เห็นชายวัยกลางคนคนนึงร่างกายผอมบางพร้อมกับกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำสนิทกำลังนั่งตัวตรงกำลังรอคนที่เขาต้องการจะสนทนา นั่นก็คือตัวของฉันเอง


                                   "สวัสดีครับ คุณคืออดิศักดิ์ วงศ์กรรณ์ใช่มั้ยครับ" ชายคนนั้นเอ่ยถามพลางหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าและขึ้นมาอ่าน
                                   "ใช่ครับ ว่าแต่มีอะไรรึเปล่า?"

                                   "ผมชื่อวิคเตอร์ ฟอน ทูมม์ เป็นทนายของดอกเตอร์จอมทัพกับศาสตราจารย์ แคทเทอรีนครับ ผมมีเรื่องจะมาแจ้งให้คุณทราบน่ะครับ"
                                   "ครับ มีอะไรก็ว่ามาเลย"
                                   "ไม่ร่ายยาวให้เสียเวลาเลยก็แล้วกันนะครับ เรื่องพ่อกับแม่ของคุณน่ะครับ"
                                   "อ่าห์..เรื่องนั้น มีอะไรรึเปล่าครับ เราไม่ได้คุยกันมาก็นานแล้ว มีอะไรจากเขามาบอกงั้นเหรอครับ?"
                                   "ใช่ครับ ผมมีเรื่องมาแจ้งให้คุณทราบ ขอแสดงความเสียด้วยครับ ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว..."
                                   "..... ว่า ว่าไงนะครับ?"
                                   "คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ทั้งสองท่านเสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ผ่านมานี้ ในข่าวนี้น่ะครับ" ชายคนนั้นหยิบหนังสือพิมพ์เล่มล่าสุดมาวางไว้ตรงหน้าฉัน ฉันเองก็ไม่ได้ติดต่อกับทั้งสองท่านก็นาน ล่าสุดที่ติดต่อกัน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ให้แนะนำงานให้ล่ะมั้ง... ให้ตายสิ.. ความรู้สึกที่จุดอกนี้คืออะไรกัน น้ำตางั้นเหรอ มันเอ่อล้นขึ้นมาแบบที่ฉันเองก็หยุดไว้ไม่อยู่ อากาศโดยรอบเหมือนกับว่ามันไม่อาจจะที่เป็นมิตรกับตัวฉันในชั่วเวลานี้เลยจริงๆ.. พูดอะไรไม่ได้...จริงๆ


                                   "ขอแสดงความเสียใจอีกครั้งกับการจากไปนะครับ.."
                                   "...."


                                   "งั้น.. เดี๋ยวผมจัดการเรื่องลาพักร้อนให้นะครับ"
                                   "ฮะ? ว่าไงนะ?"
                                   "เขาต้องการให้คุณไปงานศพของเขาและจัดการเรื่องมรดกต่างๆด้วยน่ะครับ งั้นเดี๋ยวผมจัดการเรื่องลางานให้นะครับ"
                                   "...." ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปมาก ลาพักงั้นเหรอ ลาพักอะไรกัน ฉันกำลังทำงานอยู่ แล้วต้องมาได้ยินเรื่องที่แย่ที่สุดของชีวิตในวันนี้ ยังจะให้ฉันไปไหนอีก?
                                   
                                   ทนายวิคเตอร์ไม่ได้กล่าวอะไรมากก่อนที่จะไปจัดการเรื่องลาพักร้อนของฉันจนเสร็จและเดินมาที่ฉันพร้อมกับยืนที่ด้านข้าง


                                  "ถึงเวลาเดินทางแล้วครับ คุณผู้ชาย.."
                                  ....


                                  ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ สุวรรณภูมิ...
                                  เรื่องที่สักวันมันจะเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้.. จากเหตุการณ์ที่บริษัทผ่านไปพร้อมกับการเก็บข้าวของที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยเก็บมา ซึ่งส่วนใหญ๋ก็ไม่ได้เอาอะไรไปมากนอกจากของสำคัญอย่าง แลปท๊อป เอ่อจริงสิ ฉันยังไม่ได้เช็คชื่อเว๊บคอมมูนิตี้ที่ฉันเล่นอยู่เลยนี่นา ไม่รู้ที่อเมริกาฉันจะมีอินเตอร์เน็ตใช้มั้ย กับโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ชุดสูทสีที่มันดำทั้งสูททั้งเชิตทั้งกางเกงและรองเท้า ดูเหมือนทนายคนนี้จะต้องการพาฉันไปที่นั่นจริงๆสินะ..


                                  พาสปอร์ตที่ตอนแรกคิดว่าจะทำเอาไว้เผื่อได้ใช้ซักวันในห้าปีนี้ ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้มันเร็วกว่าที่คิด.. ไม่สิ ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้มันจริงๆ..


                                  "เราไม่ต้องซื้อตั๋วเหรอ?" ฉันเอ่ยถามขณะที่พวกเรากำลังเดินไปที่เทอมินอลทันที โดยที่ฉันยังไม่รู้เลยว่าพวกเราได้จองหรือซื้อตั๋วเครื่องบินไปรึยัง
                                  "ทางบริษัทได้นำเครื่องของคุณพ่อของคุณมารับ ไม่จำเป็นต้องรอ พวกเราขออนุญาตลงจอดเพื่อเติมน้ำมันอย่างเดียวไม่ได้ทำอะไรมาก ไปกันเถอะครับ เครื่องหน้าจะพร้อมขึ้นแล้ว"
                                  "..."คือนอกจากเรื่องที่ทำฉันสะเทือนใจมากๆผ่านไปแล้ว ยังมีเรื่องที่ทำให้ฉันประหลาดอีกอย่างนั้นเหรอ เครื่องบิน.. เอาเครื่องบินส่วนตัวมารับอย่างนั้นเหรอ? นี่มันอะไรกันเนี่ย...


                                  เหมือนฉันกับทนายสุดรีบคนนี้จะไม่ได้มีธุระอะไรกับที่เทอมินอลมากนัก หลังจากที่มีโทรศัพท์ดัง ทนายวิคเตอร์ที่ฉันน่าจะเพิ่งรู้จักกับเขาไม่นานมานี้ เขาก็พาฉันเดินไปที่ทางออก ซึ่งมาพาพวกเราไปยังลานบิน โดยที่ประตูทางออกนั้น มีโรลสรอยด์ แฟนท่อมคันละหลายล้านจอดรออยู่ ทนายวิคเตอร์เป็นคนเดินนำฉันไปยังลีมูซีนคันหรูเพื่อให้มันพาฉันไปยังเครื่องบินที่กำลังรอฉันกับทนายวิคเตอร์อยู่ที่ลานบิน


                                  ลีมูซีนขับออกจากทางเข้าออกไปยังกลางลานบิน และที่นั่น สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า.. โอ่ว พระเจ้า นี่มันอะไรกันเนี่ย.. Antonov An-225 "Mriya" เครื่องบินขนส่งพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาจอดที่ลานบินสุวรรณภูมิ ให้ตายสิ พวกสมาคมคลั่งเครื่องบินในเฟสบุ๊คคงต้องคลั่งตายแน่ๆ เมื่อเจ้ายักษ์นี่มาเทคออฟที่นี่ แต่มันไม่ได้มาเพื่อจอดเฉยๆนี่สิ.. โรลสรอยด์จอดเทียบที่ด้านข้างของเครื่อง Mriya ลำยักษ์นี่และเปิดประตูฝั่งที่ฉันนั่งอยู่ออก โซเฟอร์ผานมือออกเชิงบอกให้รู้ว่าถึงที่หมายแล้ว ฉันที่ยังอิ้งกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวไม่หายก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก และทนายวิคเตอร์เจ้าเก่า ก็ได้เดินมาที่ฉันและพาฉันเดินขึ้นเครื่อง Mriya ไป


                                  "นี่เป็นเครื่องที่คุณบอกว่า เป็นเครื่องของพ่อกับแม่ผมอย่างนั้นเหรอ?"
                                  "ใช่ครับ เจ้านี่ถูกใช้เป็นเป็นแลปลอยฟ้าในช่วงที่พวกเขาทดลองสิ่งใหม่ๆ คุณผู้ชายน่าจะเห็นอุปรณ์ต่างๆเต็มด้านล่าง ของพวกเขาทั้งนั้นล่ะครับ"


                                  เมื่อคำถามทุกอย่างถูกเคลียร์ไปจนหมด ฉันก็ขึ้นไปยังห้องโดยสาร.. ให้ตายสิ ที่นี่ยิ่งกว่าที่ฉันเคยเห็นในยูทูปซะอีกนะเนี่ย ข้างบนของเครื่องเป็นห้องพักโดยสารเหมือนโรงแรมชั้นหนึ่ง น่าจะพอเข้าใจได้เพราะที่ต้องทำการทดลองอะไรตลอด บางครั้งก็คงจะต้องพักที่บนเครื่อง แน่ล่ะ มันย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว.. หรูซะยิ่งกว่า A-380 เอมิเรซแอร์ไลน์มาเอง หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องก็เทคออฟ มุ่งหน้าสู่วอร์ชิงตัน ดี ซี...


                                    นั่นคือ 48 ชั่วโมง ก่อนหน้านี้...


                                  ก่อนที่ฉันจะลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งหลังจากที่มาถึงและฉันเหนื่อยจากการเดินทางข้ามทวีปครั้งแรก.. เจ็ตแล็คที่ทำให้ฉันนั้นหลับไปเต็มวันนึงบนห้องนอนใหม่ที่ใหญ่พอห้องเดิมรวมกันสองเท่า.. ณ ที่ๆพ่อบ้านที่นี่เรียกตามที่พ่อกับแม่ฉันตั้งชื่อให้กับมันว่า คฤหาสน์ลอยฟ้า...










คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-3-24 02:25:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย WeishaoTien เมื่อ 2020-3-25 00:32

                                  ณ อนาไฮม์ ทาวเวอร์                                                                                                  


                                   อ่าห์... ช่างเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดๆไปเลย กับเตียงคิงไซส์คุณภาพเยี่ยมในห้องนอนขนาดกว้างขวางแบบนี้ ไม่อยากให้อะไรมาหยุดความฝันตรงนี้เลยจริงๆน้าา.. ฝันว่าได้จับมือกับไอดอลที่อยากไปด้วย แต่น่าเศร้าที่ความฝันนั้นไม่ได้อยู่กับเราไปในยามตื่นด้วย.. โดยเฉพาะตอนที่มีคนมาปลุกให้ตื่นจากพะวัง...


                                  "คุณผู้ชายครับ ได้เวลาอาหารเช้าแล้วครับ.." เสียงพ่อบ้านเดินเข้ามาพร้อมกับปลุกฉันอยู่ข้างเตียง.. อ่า.. แย่ชิบฯ
                                  "โอเค.. ให้ตายสิ ไม่อยากตื่นเลยเจอที่แบบนี้.." ฉันเอ่ยอย่างงัวเงียในชุดนอนที่เปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวานนี้
                                  "วันนี้คุณผู้ชายต้องไปงานศพของคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณผู้ชายนะครับ.." พ่อบ้านประจำ.. ดูเหมือนจะเป็นพ่อบ้านของครอบครัว.. ไม่สิ พ่อบ้านประจำของพ่อกับแม่มากกว่า เพราะเขาอยู่กับพ่อและแม่ตั้งแต่พวกเขาอยู่กันที่นี่.. เรื่องราวต่างๆที่ฉันนั้นอยู่ที่เมืองไทย และไม่รู้ว่าพ่อกับแม่กลับมาที่อเมริกาและตายที่นี่.. ไม่มีเรื่องราวใดๆที่ฉันรู้เกี่ยวกับพวกเขา มันก็มีบ้างเหมือนกัน แต่มันไม่รู้จะรู้สึกเสียดายหรือดีใจก็ไม่รู้สิ เพราะเรื่องแต่ล่ะเรื่องที่ฉันจำได้ มันมักจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่สำหรับฉันนัก.. มันเป็นเรื่องที่ฉันมักจะโดนทำโทษเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งพ่อและแม่นั่นล่ะ
                                  "..." ฉันเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจากนั้น ฉันลุกขึ้นนั่งก่อนจะขยี้ตาเพื่อให้ตาของฉันนั้นปรับโฟกัสของแสงที่มันพยายามจะแยงเข้ามาในลูกตาโดยที่ฉันนั้นยังไม่พร้อม
                                  "ตอนนี้กี่โมงแล้วครับ?" ฉันเอ่ยถาม
                                  "เจ็ดโมงครึ่งครับ" พ่อบ้านที่ยืนอยู่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามองและบอกเวลา
                                  "งานศพเริ่มกี่โมงครับ?" ฉันเอ่ยถามอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นครั้งที่สองที่ฉันไปที่โบสถ์คาทอลิค แต่ให้ตายสิ ฉันไม่อาจที่จะจำเวลาหรือนัดหมายในช่วงที่ฉันไปอยู่ไปกินยังสถานที่ใหม่ได้หรอกนะ มันเป็นอะไรที่ยากพอควรเลยทีเดียว ตอนนี้อะไรหลายๆอย่างมันกลับเข้ามาสุมในหัวของฉันอีกรอบ ทั้งเรื่องพ่อแม่ เรื่องที่อยู่ใหม่ เรื่องงานศพ บลาๆๆ อ่า.. มันรู้สึกแย่ยังไงไม่รู้สิ ในความตื่นเต้นที่ยังไม่หายไปจากใจของฉันนี่..
                                  "..เก้าโมงครึ่งครับ" พ่อบ้านเอ่ยตอบคำถามนั้นไป


                                  ฉันลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปยังห้องน้ำ อยู่ที่นี่มันไม่ได้ต้องจำใจอาบน้ำเย็นนี่นา เมื่อก่อนนั้นตอนที่ฉันยังทำงาน คอนโดที่ฉันอาศัยมันดันไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ฉันก็จำใจต้องอาบน้ำเย็นอยู่เช่นนั้นตลอดเวลาที่ฉันจะไปทำงาน น้ำเย็นมันทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นนะ แต่ฉันไม่เคยชอบมันเลยแม้ว่าจะมันจะทำให้ฉันไม่ต้องดื่มกาแฟเพื่อทำให้ตื่น ทั้งๆที่คนเราไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟตอนเพิ่งตื่นก็ได้..



                                  ฝักบัวแบบรอบทิศทางทำให้เวลาในการอาบน้ำในช่วงเช้านั้นสั้นมากขึ้น เมื่อเสร็จเรียบร้อย ชุดที่ทางแม่บ้านได้เตรียมเอาไว้ให้ก็แขวนอยู่ที่ห้องเปลี่ยนชุด..


                                  สูทสีดำขลับของฉันที่ฉันเอามาด้วย.. ฉันใส่ไปแล้วเมื่อวาน เลยไปหาซึ่งสุดท้าย จบที่ห้องเสื้อสูท.. วัดตัวอยู่นาน เลือกแบบ เลือกสไตล์ ที่สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกให้เพราะสไตล์ที่ฉันชอบมันไม่ได้ดูเข้ากับตัวของฉันเท่าไหร่ ใส่แล้วเหมือนพนักงานบริษัทธรรมดา.. เขาว่ามาอย่างนั้น.. สุดท้ายได้ชุดดำมาสามชุดเหมือนกัน กับเครื่องประดับของสูทที่เยอะแยะ แต่ก็ต้องใส่ให้หมดเพื่อให้ดูดีมีชาติตระกูลกับคนที่เพิ่งรู้ว่าพ่อตายแม่ตายแล้วต้องไปงานศพ กับชีวิตที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนเพียงความวัน...

                                  อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย พร้อมสำหรับวันนี้...


                                  ลิมูซีนที่ในชีวิตนี้ฉันคงไม่มีทางได้นั่งมัน กลับกลายเป็นว่า ที่ลานจอดรถใต้อาคารมีลีมูซีนคันใหญ๋จอตรอพร้อมกับรถ SUV ประกบหน้าหลังราวกับเป็นรัฐมนตรีในประเทศที่ฉันจากมา...


                                  "คุณผู้ชายต้องการอะไรเพิ่มเติมมั้ยครับ?" พ่อบ้านเอ่ยถามขณะที่เขาเข้าไปนั่งที่ด้านหน้ารถ
                                  ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ เราไปกันเถอะ" ฉันตัดจบการถาม รถค่อยเคลื่อนออกจากใต้อาคารไปเรื่อยๆ


                                  ออกจากบริเวณอาเขตขนาดใหญ่ กับความเงียบงันของห้างศูนย์การค้าที่ปิดทำการเนื่องจากไวรัสที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อต่างจุดต่างๆของพลาซ่าและศูนย์การค้า เพียงสองวันที่ฉันมาถึง ที่อเมริกาก็ได้ประกาศข่าวถึงไวรัสอันตรายที่ประธานาธิบดีเอาแต่โบ้ยว่าเป็นความผิดของประเทศคู่แข่งที่อยู่อีกซีกโลกนึง ทั้งๆเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นก็ยังไม่มีใครสืบทราบที่มาที่ไปของไวรัสที่แพร่กระจายนี้ได้ แค่รู้ๆกันว่ามันมีต้นกำเนิดจากที่จีนแค่นั้น.. น่ารำคาญอะไรอย่างนี้กับผู้นำประเทศหัวรักชาติเกินเหตุ...ความคึกคักของเมืองที่น้อยกว่าเมื่อวันก่อน มันช่างตรงกันข้ามกับที่ๆฉันมา มันทั้งวุ่นวาย แออัด เสียงดัง เอะอ่ะไปเรื่อย ซึ่งฉันไม่เคยชอบกับสิ่งที่เป้นอยู่นั้น แต่ก็ไม่แน่ เพราะได้ข่าวว่าที่ประเทศนั้น บ้านเมืองในตอนนี้เงียบพอๆกันเพราะผู้คนต่างพากันเก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ออกไปไหนมาไหน บริษัทห้างร้านต่างๆ ปิดให้บริการ


                                  "ดูไม่ค่อยเงียบเหมือนที่อื่นๆเลย อเมริกาเนี่ยดีจังเลยนะ" ฉันเอ่ยพร้อมกับมองไปนอกกระจก ความคึกคักของที่นี่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยที่มีอยู่ในเมือง...
                                  "คุณผู้ชายใกล้ถึงที่โบลถ์แล้วนะครับ" พ่อบ้านนั่งหน้ารถเอ่ยขึ้นมา ลีมูซีนค่อยชะลอและจอตอย่างช้าๆที่ทางขึ้นโบสถ์ก่อนที่จะมีคนมาเปิดประตูรถให้ฉันลงไป...
                                  ...

                                  ณ คฤหาสน์ลอยฟ้า ชั้นบนสุดของ อนาไฮม์ทาวเวอร์..


                                  เหมือนทุกอย่างจะจบลงไปด้วยความเศร้า ผู้คนที่โบสถ์นั้นล้วนแต่อาลัยถึงการสูญเสียในครั้งนี้ แต่ปลอบใจฉันซึ่งเป็นลูกคนเดียวของทั้งสอง ทำให้ฉันรู้ว่าแต่ละคนนั้น ไม่ใช่คนธรรมดาเลยสักคน นายกเทศมนตรี, นักวิทยาศาตร์, นายพล, เจ้าของบริษัท, ศาสตราจารย์, และอื่นๆ ยกเว้นประธานาธิบดี แต่ละคนล้วนเป็นคนใหญ่คนโตของประเทศนี้ทั้งนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของฉันนั้นสร้างวีรกรรม(หมายถึงวีรกรรมจริงๆ) อะไรไว้บ้าง ถึงได้มีคนใหญ่คนโตระดับประเทศมาร่วมงานมากมายขนาดนี้  



                                   หลังจากเวลาล่วงเลยมานาน ทนายผู้ภักดี วิคเตอร์ ฟอน ทูมม์ ก็ได้เปิดอ่านพินัยกรรมของทั้งสองให้ฟัง โดยฉบับแรกนั้นเป็นของพ่อ เขาได้ยกมรดก ซึ่งเป็นคฤหาสน์พร้อมที่ดินหลายหมื่นเอเคอร์และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ตัวฉัน เพราะเขาทั้งสองไม่มีทายาทหรือญาติพี่น้องที่อยู่ในประเทศไทยเหลืออยู่เนื่องจากตัวของพ่อนั้นตัดขาดจากกองมรดกเก่าซึ่งครอบครัวเก่าของพ่อก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้ มารู้ก็ตอนที่คุณลุงทนายบอกกับฉันนี่ล่ะ.. ส่วนของพินัยกรรมของคุณแม่นั้น ได้ยกมรดกเป็นหุ้นครึ่งนึงและบริษัทครึ่งนึงให้กับฉัน ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทในเครือร่วมของ Anahiem Inc.


                                     ซึ่งส่วนมากจะเป็นบริษัทผลิตและค้นคว้าเทคโนโลยีอวกาศ อากาศยาน จักรกลเทคโนโลยี และยุทโธปกรณ์ทหารเป็นส่วนปลีกย่อย ซึ่งเกือบทั้งหมดที่กล่าวมาข้าวต้นนั้น ดุเหมือนทาง Anahiem ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นก็ได้ทำการเทคโอเวอร์เพื่อรักษาบริษัทเอาไว้จนสามารถฟื้นฟูและขายคืนให้เจ้าของเดิมได้โดยที่ Anahiem ได้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทนั้นๆไปโดยปริยาย...


                                   ...สำหรับฉันแล้ว มรดกเหล่านี้มันเยอะเกินไปสำหรับคนตัวเล็กๆอย่างฉัน ท่ามกลางผู้ที่มารับฟังจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนของบริษัทต่างๆที่ทาง Anahiem นั้นได้มีหุ้นส่วนและช่วยเหลือร่วมมือกับบริษัทนั้นเพื่อเทคโนโลยีต่างๆนาๆ มันก็มีบางส่วนที่คัดค้าน แต่บางส่วนก็เห็นด้วย สำหรับมรดกในส่วนที่เหลือนั้น ดูเหมือนคุณแม่จะส่งคืนให้กับผู้เป็นเจ้าของกลับคืนเกือบหมด ยกเว้นบริษัทที่เทคโอเวอร์มาและยังไม่มาเทคคืนจาก Anahiem ไปหลังจากนี้ก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่จะยังช่วยดูแลทางนี้อยู่เช่นเดิม..


                                     สรุปก็คือ.. มรดกที่ฉันได้นั้นไม่ใช่งานหรือหน้าที่ๆต้องสะสางต่อจากพวกเขา แต่เป็นทรัพย์สมบัติที่มากมายจนใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ฉันกลายเป็นหนูตกถังข้าวสารไปโดยปริยาย..


                                     Anahiem Inc. งั้นเหรอ? ฮะๆ ฉันคิดไปเองหรือว่า พ่อกับแม่ของฉันดูกันดั้มมากไปจนเอาชื่อของบริษัทในการ์ตูนมาตั้งเป็นชื่อบริษัทจริงๆซะอย่างนั้น แต่คิดว่าคงเป็นพ่อคนเดียวล่ะมั้งที่จะทำอย่างนั้น ซึ่งคิดๆว่า แม่ก็คงจะไม่ขัด หรืออาจจะขัดแต่ก็ยอมเห็นด้วยในภายหลัง.. ไม่ใช่ว่า ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าวิศวกรได้ร่วมมือกันสร้างหุ่นยนต์ยักษ์ขึ้นมาจริงๆนี่.. ฮาเลยนะ...





                                    
                                    



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +10 คุณธรรม +8 ความโหด โพสต์ 2020-3-24 16:04

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-3-27 03:17:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  Day 1...


                                  ความวุ่นวายของเรื่องในวันวานต่างจบลงที่ตรง ทนายและคนที่เป็นเพื่อนของพ่อกับแม่เข้ามาทำความรู้จักกับตัวฉัน [พลอากาศเอก เจมส์ ออร์คัส] เป็นคนแรกที่ เข้ามาทำความรู้จักและแนะนำตัวกับฉันเป็นคนแรก เขาเป็นชายผิวสี หัวเกรียนตัวสูงใหญ่ ในชุดยูนิฟอร์มนายทหารชั้นสูงพร้อมเครื่องประดับอิศริยยศตามตำแหน่งที่เขาเป็น พ่อบ้านของครอบครัวบอกกับฉัน ว่าท่านนายพลคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของพ่อกับแม่ เพราะกิจกรรมของพ่อกับแม่ของฉันนั้น มันก็ต้องได้รับการขออนุญาตจากทางกองทัพอากาศสหรัฐตลอด นายพลเจมส์ ออร์คัสจึงเป็นคนที่ได้พบเจอกับสองสามีภรรยาคู่นี้ตลอด จนทั้งสามได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ในครั้งสุดท้ายที่เขาเจอกับพ่อกับแม่ของฉัน เขาบอกกับฉันว่า..


                                 "วันนั้นเขาไลน์มาบอกกับฉันก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการ.." พูดจบเขาก็ยื่นสมาร์ทโฟนที่หน้าจอแสดงหน้าห้องแชทที่เขาได้คุยกับพ่อและแม่ของฉัน..


[แล้วเจอกันเจมส์ หวังว่าฉันจะกลับไปบอกเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนให้กับนายได้รู้]



                                  ฉันมองที่ท่านนายพล โดยที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจในข้อความแชทนั้น ถ้าให้ฉันเข้าใจ เขาอาจจะกลับมาพูดถึงเรื่องของฉันก็เป็นไปได้

                                  "ฉันคิดว่าเรื่องความลับที่ดอกเตอร์จอมทัพกำลังกลับมาบอกฉัน อาจจะเป็นเรื่องของเธอก็เป็นได้ล่ะมั้ง.. สำหรับฉันแล้ว นายก็ไม่ต่างกับเขา.."

                                  นายพลเจมส์กอดฉันแน่น เป็นเหมือนคำปลอบใจผ่านภาษากายที่เจมส์กำลังสื่อให้ฉันได้รับรู้ถึงมันในขณะนี้...

                                  "ฉันเสียใจเรื่องครอบครัวของเธออีกครั้งนะ.. " นายพลเจมส์เงียบ ฉันเพิ่งเอ่ะใจเพราะเองยังไม่ได้แนะนำตัวกับเขาไปในตอนแรก

                                  "เอ่อ.. ผม อดิศักดิ์ วงศ์กรรณ์ ครับ" ฉันแนะนำชื่อของฉันไป นายพลเจมส์เองที่เป็นเนทีฟอเมริกัน การออกเสียงชื่อภาษาไทยจึงเป็นอะไรที่ลำบากเมื่อได้ยินในครั้งแรก

                                  "อ่า.. งั้นเรียกผมว่า โจนาทาน ก็ได้ครับ" มันเชื่อใหม่ที่ฉันเองก็เพิ่งตั้งได้ ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลหรอก จากตัวละครในภาพยนตร์นั่นล่ะ เรื่องล่าสุดที่ฉันดู [John Wick 3 : Parabellum]...

                                  "จอห์น.. ยินดีที่ได้พบและได้รู้จักนะไอ้หลานชาย" เขาเข้าโผกอดตบไหล่ของฉันเป็นการทักทาย

                                  "อยากให้เธอรู้ไว้ จอห์น.. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม ต่อให้บุกน้ำลุยไฟหรือนั่งดริ๊งค์ โทรหาฉัน ฉันอาจช่วยเธอได้"เขายื่นนามบัตรของเขาให้แล้วตบไหล่ของฉันอีกครั้ง

                                  "ดูแลตัวเองด้วย จอห์น..." คำพูดสุดท้ายที่เขาเอ่ยก่อนที่จะเดินลงลิฟท์จากไป



                                   นี่เป็นคนที่เห้นว่าสนิทกับพ่อและแม่ฉันที่สุด.. เอาจริงๆฉันเองไม่เคยไว้ใจใครเพียงแค่คำพูดหรือการกระทำเพียงผิวเผินหรอก แต่ก็ช่างเรื่องนั้นไปก่อนเพราะหลังจากนั้นก็เป็นคนรู้จักของพ่อกับแม่ผู้ล่วงได้เข้ามาทำความรู้จักกับฉันมากมาย ให้ตายเถอะ พ่อกับแม่ของฉันทำไมไปคบค้าสมาคมกับคนเยอะแยะขนาดนี้ก็ไม่รู้เนี่ย.. เอาเป็นว่าวันนั้นหลังจากจบการอ่านพินัยกรรม สุดท้ายที่เหลือทิ้งไว้ให้คือความเหนื่อยอ่อน และอ่อนเพลีย สิ่งที่ฉันต้องการที่จะทำในตอนนั้นคือ อาบน้ำและกระโดดลงบนเตียงคิงส์ไซส์และผลอยหลับไป ชีวิตที่สมถะและสันโดษ มาเจอความทะเยอทะยานที่พ่อกับแม่ทิ้งเอาไว้ให้ใช้แทนพวกท่าน ความสันโดษก็ใช่ว่าจะหายไป ฉันยังมีความรับผิดชอบตัวเองที่จะหิ้วตัวเองถอดเสื้อผ้าและไปอาบน้ำในตัวสะอาดก่อนที่จะเข้านอน มันไม่เคยหายไปแม้ว่าจะต่างสถานะและสถานที่ก็ตาม...







                                   เอาล่ะ.. เข้าสู่ Day 1 จริงๆแล้วล่ะนะ... เหริ่นมาเสียยืดยาว แค่คนๆเดียวยังปาไปซะขนาดนั้น...

                                 

                                   ความสบายที่แม้แต่ตัวของฉันเองก็คิดว่าชาตินี้คงไม่มีทางได้สัมผัส แต่มันกลับเป็นเหมือนควมาฝันในโลกแห่งความเป็นจริงกับรอบๆตัวของฉันเอง.. ฉันค่อยๆลุกขึ้นตื่นอย่างัวเงีย ให้ตายสิ นี่มันกี่มองกันแล้วล่ะเนี่ย? หันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู เก้าโมงเช้า.. ตื่นซะสายเชียว.. ฉันลงจากเตียงและเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระล้างความงัวเงียให้หลุดออกจากตัวไป แล้วแต่งองค์ทรงเครื่องให้อยู่ในมาดของคนมีตังส์ซักหน่อยก่อนที่จะเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องครัว ซึ่งมีพ่อบ้านเดินตามมาด้านหลัง



                                   "เอ่อคุณพ่อบ้าน.. เอ่อ"

                                   "อัลครับ เรียกผมว่าอัลง่ายๆ"

                                   "แล้วชื่อเต็มของคุณล่ะ?"

                                   "อัลเฟรดครับ"(กูว่าแล้ว)

                                   "ขอโทษด้วยวันนี้ผมตื่นสาย เรื่องราวต่างๆมากมายมันทำให้ผมยังปรับตัวไม่ถูกน่ะครับ" ฉันเอ่ยกับพ่อบ้านอัลที่ยืนอยู่ข้าง

                                   "งั้นผมให้ครัวเสริฟอาหารเช้าก่อนเลยนะครับ" พ่อบ้านอัลเอ่ยกับฉันก่อนที่จะเลื่อนเก้าอี้ออกและสั่นกระดิ่งเหมือนกับในภาพยนตร์เศรษฐีที่เคยดู



                                    ทันทีที่เสียงกระดิ่งดัง ก็มีรถเข็นนำอาหารมาเสริฟถึงที่หน้าโต๊ะอย่างประณีต ตามด้วยไวน์.. ซึ่งฉันเบรคเข้าไว้ก่อน



                                   "โทษที ผมไม่ดื่มไวน์น่ะ เอาเป็นน้ำเปล่าธรรมดาก็พอ เช้าๆร่างกายยังไม่ต้องการอะไรมากนอกจากอาหารเช้า" ฉันเอ่ยก่อนที่จะยิ้มน้อยๆให้และหันกลับไปมองมื้อเช้าในตอนเก้าโมงครึ่งซึ่งมันก็สายโด่งแล้ว

                                   พ่อครัวเสริฟอาหารเช้าตานเวลาสายโด่งเป็นคลับแซนด์วิชจำนวนนึงเสริฟพร้อมของหวานเล็กๆน้อยๆให้เต็มท้อง ฉันเองไม่เข้าใจว่ายังไม่เที่ยงดี ทำไมตองเสริฟไวน์ด้วยไม่เข้าใจ แต่ช่างเถอะ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินของเขาที่ทำอยู่เป็นประจำก็เป็นได้ นั่งค่อยๆจัดการคลัปแซนด์วิชในจานจนหมด ท่ามกลางความเงียบ.. และความโดดเดียวที่ฉันต้องมาอยู่ที่นี่คนเดียว ในตอนนั้นเองที่ฉันนั้นเผลอทำนิสัยที่ติดมานานเข้าเสียได้ ฉันหากระทิชชู่สามแผ่น และค่อยๆเช็ดจานใบนั้นจนสะอาด จนเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น



                                  "เอ่อ.. อิ่มแล้ว วันนี้มีอะไรต้องทำรึเปล่าครับ?" ฉันเอ่ยถามพ่อบ้านอัลที่ยืนอยู่ที่ข้างฉันตลอด

                                  "ดูเหมือนวันนี้จะยังไม่มีอะไรนะครับ พอดีว่าช่วงกำลังมีโรคระบาดสายพันธุ์อันตรายกำลังแพร่กระจายไปสู่ทั่วโลก ที่ดีซีเองก็เห็นว่ากำลังมีมาตรการจัดการปัญหานี้อยู่เช่นกันน่ะครับ" พ่อบ้านอัลเอ่ยในราบละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ฉันต้องทำ.. ซึ่งไม่มี...



                                  " ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมอยากทำขนมจัง พาผมไปที่ครัวหน่อยสิครับ.." ฉันเอ่ยสิ่งที่ฉันอยากทำขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง..

                                  ...ทำไมฉันถึงเพิ่งมานึกได้เอาตอนนี้นะ ตอนนี้ฉันมีอะไรๆมากมาย พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อม ตอนนี้ฉันอยากจะทำอะไรก็ทำได้นี่นา.. ที่นี่มันกว้างเอาเรื่อง ขนาดว่าอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึกนะ ไม่อยากจะนึกความใหญ่ของตึกระฟ้าแห่งนี้จริงๆ เมื่อฉันเอ่ยบอกความต้องการให้กับพ่อบ้าน เท่านั้นเขาก็เดินนำหน้าฉันไปจนถึงห้องครัว...

                                   ห้องครัว...
                                   
                                    ความกว้างนี้มันอะไรกัน เครื่องครัวที่มีพร้อมในห้องครัวที่ต้องเป็นบ้านใหญ่มากถึงจะมีมันได้ ฉันเดินไปเปิดตู้แช่.. ของในตู้เย็นยังมีอยู่ และสิ่งแรกที่ฉันนึกได้ของขนมที่จะทำก็คงจะเป็น...

                                     ฉันเดินไปหยิบแป้งสาลีสำหรับทำเค้กมา1ถุง ต่อมาที่ฉันคว้ามาด้วยคือผงอัลมอลด์กับน้ำตาลไอซ์ซิ่ง พอเต็มไม้เต็มมือจึงเดินไปวางของและเดินไปหาส่วนผสมต่อ ฉันเดินไปมองดูแถวๆโต๊ะเครื่องปรุงแล้วคว้ากระปุกเกลือมาแล้วหมุนตัวไปเปิดตู้แช่เย็นคว้าเนยจืดมาก้อนนึงกับไข่ไก่สองฟองแล้วปิดตู้ลง เดินนำของในมือไปวางรวมกับของที่นำมาวางก่อนหน้า

                                    "ผมหาฝักวานิลลาไม่เจอ พอจะถามให้ผมหน่อยได้มั้ย?" ฉันเอ่ยกับพ่อบ้านก่อนที่เขาจะเดินออกจากครัวไป ฉันที่เดินไปหาวัตถุดิบต่อ ส่วนผสมชุดแรกครบเรียบร้อย ต่อมา...

                                    ในห้องครัวนี้มีของที่พอจะทำอาหารและของหวานเลี้ยงคนได้พอกับงานเลี้ยงงานใหญ่หนึ่งงาน.. ฉันเปิดตู้เย็นอีกครั้ง หยิบไข่ไก่มาเพิ่มสองฟอง นมมากล่องนึง ครีมชีส และครีมหนึ่งกล่องก่อนปิดตู้เย็น ของที่อยู่ล้นมือเกือบทำมันคว่ำ ดีที่วางลงอยู่บนโต๊ะก่อนที่มันจะหล่นเละลงบนพื้น ฉันเดินไปหยิบน้ำตาลทรายขาวมาหนึ่งแพ็ค น้ำผึ้งหนึ่งโหล ผงวุ้นและนำไปวางที่โต๊ะ รอฝักวานิลลาซึ่งก็ไม่นานเกินไป พ่อครัวประจำคฤหาสน์ก็นำฝักวานิลลามาให้ เป็นอันครบส่วนผสมทั้งหมด

                                    "เอาล่ะนะ.." ฉันเดินไปล้างมือให้สะอาดและจัดแจงผ้ากันเปื้อนที่มีเตรียมอยู่ในห้องนำมาใส่ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มลงมือ

                                    ขั้นแรกที่ฉันทำ คือนำโถเครื่องปั่นมาเตรียมไว้ และฉีกถุงเทแป้งลงในโถปั่น ตามด้วยผงอัลมอนด์และน้ำตาลไอซ์ซิ่งในจำนวนพอดีและปิดฝา.. แล้วปั่นส่วนผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำฝักวานิลลามาหั่นครึ่งและค่อยๆกรีดฝักวานิลลาตรงกลางเพื่อแหวกออกแล้วจึงค่อยๆขูดเอาเนื้อในฝักวานิลลาเล็กๆออกจากฝัก ขั้นตอนต่อมา ฉันนำก้อนเนยจืดมาและหั่นก้อนหนาเล็กน้อยแล้วค่อยๆหั่นเป็นลูกเต๋าก้อนเล็ก.. เมื่อจัดการกับฝักวานิลลาและเนยจืดเรียบร้อย ก็นำวานิลลาที่ขูดออกมาแล้วกับเนยใส่ลงโถปั่นลงไปและค่อยกดปั่นเป็นช่วงๆ ไม่นานนัก เนยกับวานิลลารวมเป็นเนื้อเดียวกับแป้งที่ผสมไว้ก่อนหน้า..

                                    ขั้นตอนต่อมา ฉันหยิบไข่ไก่มาหนึ่งฟอง ตอกไข่นั้นและค่อยๆแยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกัน ขั้นตอนนี้ฉันเองพยายามจะทำให้เบามือสุดๆ เพื่อไม่ให้ไข่แดงแตก จนเมื่อแยกไข่แดงใส่ถ้วยใบเล้กเอาไว้เรียบร้อย จึงเริ่มตีไข่ขาวก่อนที่จะนำไข่ขาวที่ตีไปได้เล็กน้อยใส่ลงไปในถ้วยไข่แดงครึ่งนึง ก่อนที่จะแยกถ้วยไข่ขาวไปไว้อีกทาง จากนั้นฉันก็เริ่มตีไข่แดงที่เพิ่งนำไข่ขาวใส่ลงไปในถ้วยเล็กนั่นจนไข่ขาวปริมาณน้อยกับไข่แดงเป็นเนื้อเดียว จึงเปิดฝาโถปั่นและเทไข่แดงกัยไข่ขาวที่ตีจนเข้ากันลงไปเล็กน้อย ไม่เยอะมาก จากนั้นจึงปิดฝาโถปั่น และเริ่มปั่นต่อไปเล็กน้อย จากเนื้อแป้งที่แห้งหยาบ เมื่อใส่ไข่ลงไปเล้กน้อยและปั่นอีกครั้ง ตอนนี้ เนื้อแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนเล็กๆน้อยๆเรียบร้อย เนื้อสัมผัสของมันเหมือนกับแป้งทาร์ตก่อนอบซึ่ง.. ใช่แล้ว นี่คือแป้งทาร์ต

                                    จากนั้นฉันก็นำพลาสติกห่ออาหารมาฉีกเป็นแผ่นและวางไว้ ฉันค่อยๆตักแป้งทาร์ตนั้นลงมาอย่างช้าๆเพื่อให้ได้ปริมาณตามที่ต้องการ แล้วจึงห่อแป้งด้วยพลาสติกที่วางรองเอาไว้ ฉันเริ่มทำเช่นนี้ซ้ำอีกครั้งจนแป้งทาร์ตหมดจากโถ ก้อนแป้งในห่อพลาสติกมีปริมาณแตกต่างกันเล็กน้อย ฉันเริ่มนำห่อแป้งทาร์ตห่อแรกมาและใช้ไม้นวดแป้ง รีดจนแป้งทาร์ตแบนลงไปเป็นแผ่นหนาเล็กน้อย โดยที่ได้ความกว้างกำลังดี ฉันจึงหยิบแม่พิมพ์กลมมาวางทาบเพื่อให้ชัวร์ว่าแป้งจะไม่เล็กจนเกินไป จากนั้นก็เริ่มนวดรีดแป้งทาร์ตอีกห่อ คราวนี้ฉันรีดให้แป้งทาร์ตบานออกและยาวกว่าก่อนแรกพอสมควร เมื่อรีดได้ขนาดที่ฉันต้องการ จึงนำแป้งทาร์ตที่ทำการรีดเป็นแผ่นนำไปแช่ตู้เย็นก่อนที่จะไปเตรียมส่วนผสมอย่างอื่นต่อไป...

                                    30 นาทีผ่านไป

                                     เมื่อแป้งทาร์ตแข็งตัวได้ที่เรียบร้อย ฉันก็นำแป้งทาร์ตออกมา ทั้งสองขนาดที่ไม่เท่ากันนั้นเป็นคนละส่วนของตัวทาร์ต ในส่วนแรกที่ทำให้บานออกจากกัน ฉันใช้พิมพ์กลมขนาดครึ่งฟุตกดตัดแป้งออกจนเป็นแป้งแผ่นกลม จากนั้นจึงนำส่วนที่เกินออก และนำแป้งทาร์ตแผ่นกลมนั้นใส่ลงในพิมพ์ ต่อมาก็นำแผ่นแป้งทาร์ตที่รีดไว้อีกแผ่นมาตัดแบ่งครึ่งตามแนวยาว จากนั้นค่อยๆนำแป้งทาร์ตแผ่นยาววางเอาไว้ที่ขอบของพิมพ์ที่มีแป้งทาร์ตแผ่นกลมวางไว้เป็นฐาน ฉันค่อยๆใช้มีดปาดแป้งทาร์ตส่วนเกินออกจากพิมพ์เพื่อให้แป้งขอบนั้นไม่เกยกันจนขอบทาร์ตเสมอขอบพิมพ์อย่างพอดิบพอดี เสร็จแล้วจึงนำไปแช่ในตู้เย็นเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงอีกครั้งจนแป้งแข็งตัว..

                                    เมื่อแป้งทาร์ตแข็งจนเซ็ตตัวเรียบร้อย ต่อไปก็ถึงเวลาอบแป้งทาร์ตเสียที.. ฉันนำกระดาษไขรองอบมาตัดเป็นแผ่นกลมและแผ่นยาว จากนั้นจึงวางแผ่นกระดาษไขรองอบลงมาที่แป้ง จากนั้นจึงนำหินอบขนมใส่ลงไป เพื่อให้ความร้อนส่งไปทั่วแป้งเพื่อให้ทาร์ตไม่กึ่งสุกกึ่งดิบ.. จากนั้นจึงนำเข้าเตาอบ ใช้เวลา15นาทีจึงนำออกจากเตาแล้วค่อยๆดึงกระดาษรองอบออกจากแป้ง ฉันใช้ช้อนกดลงที่แป้งขอบทาร์ตที่ยังไม่สุกดีให้คงตัวเอาไว้ ก่อนที่จะเข้าเตาอบอีกรอบ คราวนี้ใช้ไฟแรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้แป้งทาร์ตสุกได้ที่ก่อนที่จะนำมาวางทิ้งไว้ให้เย็น..

                                     ..ขั้นตอนต่อมา ฉันนำครีมชีสที่แข็งมายีให้เละจนข้นเป็นเนื้อครีมก่อนที่จะสใ่น้ำตาลลงไปในปริมาณที่พอดีและกวนส่วนผสมทั้งสองอย่างให้เข้ากันแล้วใส่ไข่ลงไปฟองแรกแล้วคนส่วนผสมไปเรื่อยจนกระทั่งไข่เริ่มเข้ากันกับครีมและน้ำตาล จากนั้นฉันจึงใส่ไข่ใบที่สองตามลงไปและคนให้เข้ากันก่อนที่จะทิ้งไว้และผละไปนำนมและครีมใส่ลงไปในหม้อต้มก่อนจะนำฝักวานิลลามาขูดเอาเนื้อของมัน.. ฉันนำหม้อใส่ครีมกับนมมาอุ่นให้ร้อนพอเล็กน้อย แล้วจึงใส่เนื้อวานิลลาที่ขูดไว้ลงในหม้ออุ่นพร้อมกับฝัก แล้วค่อยๆคนช้าๆจนเริ่มเดือด จากนั้นก็ปิดไฟ นำครีมที่ต้นจนเดือดเรียบร้อยมาเทใส่รวมกับส่วนผสมในชาม และทำการคนให้เข้ากันจนกลายเป้นเนื้อเดียว กลิ่นหอมของวานิลลาทำให้ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นและนุ่มนวล ทำให้ผ่อนคลายในขณะที่กำลังคนส่วนผสมอยู่นั้นเอง

                                     เมื่อคนจนได้ที่ ฉันจึงค่อยๆนำส่วนผสมที่คนจนเสร็จเรียบร้อยแล้วมากรองให้เหลือเพียงเนื้อครีมที่คนให้เข้ากัน...

                                     หลังจากที่ได้เนื้อครีมเรียบร้อยแล้ว แป้งทาร์ตที่ทิ้งเอาไว้ก็เย็นได้ที่พอดิบพอดี ไม่รอช้า ฉันค่อยๆนำส่วนของครีมเทลงในแป้งทาร์ตที่แข็งตัว ปริมาณของมันก็อยู่ในระดับที่กำลังดีเช่นกัน ความตื่นเต้นนี้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่อยากทำ และมันกำลังจะสำเร็จ ฉันค่อยนำทาร์ตไปเข้าเตาอบพร้อมเนื้อคัสตาร์ดที่นุ่มๆ ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้ทาร์ตครีมคัสตาร์ดชีส แต่มันยังไม่เสร็จเพียงเท่านี้ ยังเหลืออีกหนึ่งอย่างที่ต้องทำ...

                                     ฉันเตรียมถ้วยเล็กเอาไว้และใส่ครีมกับน้ำผึงในอัตราส่วนที่น้อยกว่าครีมมากแล้วนำส่วนผสมเข้าเตาไมโครเวฟสักครู่ ก่อนที่จะหันไปเปิดตู้เย็น และนำเหยือกน้ำเย็นออกมา เทใส่ลงในถ้วยใบเล็กๆ ตามด้วยผงวุ่นแล้วคนเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปตั้งเตาไฟฟ้า ใส่น้ำตาลลงไป รอให้น้ำตาลละลายไปส่วนหนึ่งจึงค่อยใส่น้ำตาลที่เหลือตามลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งน้ำตาลหมดถ้วย ความร้อนจากเตาทำให้น้ำตาลที่ละลายค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นสีเหลืองอำพันส่งกลิ่นหอมหวานออกมากระทบจมูก เมื่อน้ำตาลที่เคี่ยวไว้เดือดได้ที่ ฉันจึงปิดเตาและจึงพักน้ำตาลที่เคี่ยวไว้ ฉันหันกลับไปนำครีมส่วนผสมที่ใส่เอาไว้ก่อนหน้านี้เทใส่หม้อน้ำตาล.. เสียงชู่ดังขึ้นขณะที่ครีมเย็นๆกระทบลงไปยังน้ำตาลที่เคี่ยวเอาไว้จนเดือด เสียงนั้นดังต่อเนื่องจนกระทั่งฉันเทครีมใส่หม้อจนหมด ฟองน้ำตาลฟูฟ่องก่อนจะค่อยๆแฟบลงและเหลือเพียงครีมข้นสีน้ำตาลอมเหลืองข้นใส ความใจเย็นของฉันค่อยๆกวนส่วนผสมสุดท้ายในเข้ากันและรอให้เนื้อของครีมค่อยเย็นตัวลง ก่อนที่จะค่อยทส่วนผสมผ่านตัวกรองลงในถ้วยตวงใบเล็ก และจึงนำไปเทราดที่หน้าของทาร์ดพุดดิ้งคัสตาร์ดชีสเป็นอันเสร็จเรียบร้อย...

                                    ความสำเร็จแรกของชีวิตใหม่ เป็นเหมือนสิ่งเริ่มต้นที่กำลังจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆหลังจากนี้ต่อไป.. ฉันนำทาร์ตที่มีส่วยผสมทุกอย่างไปแช่ในตู้เย็น อาจจะต้องใช้เวลาข้ามคืน ทุกอย่างถึงจะอยู่ตัว ฉันมองเห็นความสำเร็จแรกที่เพิ่งเกิดขึ้น ใบหน้าที่ถูกฉาบด้วยรอยยิ้มจนแก้มแทบปริแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจที่ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันมานานมาก.. ฉันเก็บข้าวเก็บของทั้งหมดและจะนำภาชนะต่างไปล้าง แต่พ่อบ้านอัลซึ่งเขาเองก็ยืนมองดูอยู่ห่างๆได้เดินเข้ามาแตะที่แขนและบอกกับฉันด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ..

                                   "หลังจากนี้ให้แม่ครัวจัดการให้ดีกว่าครับ น่าชื่นชมในความสามารถของคุณชายจริงๆ" พ่อบ้านอัลกล่าวชื่นชม
                                   "ขอบคุณมากครับอัล นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมสามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเลยล่ะครับ"
                                   "เมื่อความสำเร็จครั้งแรกบังเกิด ก็จะมีครั้งต่อๆไปตามมา ขอให้คุณชายเป็นแบบนี้ตลอดก็พอแล้วครับ" พ่อบ้านอัลยิ้มเป็นกำลังใจให้ ฉันยิ้มตอบและเดินต่อไป
                                   "ผมว่าคงจะมีอะไรที่น่าสนใจในนี้อีกเยอะแน่ๆล่ะนะครับ"
                                   "เห็นว่าคุณชายชอบเล่นตู้อาร์เคด ที่โซนกิจกรรมมีห้องตู้เกมอาร์เคดตั้งไว้อยู่ด้วยน่ะครับ"
                                   "จริงดิ? จะมัวรออะไรล่ะครับอัลฯ ไม่ไปไม่ได้แล้ว"
                                 
                                   จบการสนทนา ฉันก็รีบเดินไปยังห้องอาร์เคดโดยทันที.. นี่เป็นช่วงเวลาครึ่งค่อนวันเช้าเท่านั้น หลังจากนั้นฉันก็หาอะไรทำในคฤหาสน์ลอยฟ้าที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าแห่งนี้ไปเรื่อยๆ ยกเว้นห้องทดลองที่เป็นห้องของพ่อกับแม่ฉันเท่านั้นที่ยังไม่ได้ลองเข้าไป หลังจากนี้คงจะมีเรื่องที่น่าสนใจและน่าลองได้ทำตลอดหลังจากนี้ล่ะนะ...

                                   "Day 1".....








                                 

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +5 คุณธรรม +8 ความโหด โพสต์ 2020-3-27 10:45

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +50 USD +1000 ย่อ เหตุผล
Admin + 50 + 1000

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-4-15 02:32:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  Next Day....
                                  วันต่อมา.. ที่ไม่ได้ต่อเนื่องจากคราวก่อนแน่นอน...
                                  วันนี้เป็นวันหยุด.. เอาจริงๆสำหรับฉันไม่ต้องทงานเยอะขนาดนี้ก็ได้ แต่ก็นะ.. เมื่อโตขึ้น พฤติกรรมบางอย่างที่มันอยากจะเปลี่ยนให้ดีขึ้นกว่าเดิม มันก็ถูกเปลี่ยนไปให้ดียิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆ.. แต่ก่อนนั้นฉันไม่ค่อยมีไฟในการทำอะไรเท่าไหร่เมื่อเวลาที่ฉันอยู่ว่างๆ ถึงแม้ว่าตอนอยู่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยฉันจะเป็นคนที่ไอเดียบรรเจิดและความกระตือรืนล้นที่มากเกินจนโดนแซะว่าเป็นพวกไฮเปอร์ที่อยู่เฉยๆไม่ได้ในยามว่าง.. แต่ทุกอย่างที่ออกมามันล้วนทำให้เพื่อนในห้องตาลุกวาวบวกกับตกสาวๆได้อีกเป็นโหล.. พอเมื่อโตขึ้นแล้วเริ่มใช้ชีวิตวัยทำงานแล้วนี่ สิ่งที่ทำได้และมักจะทำบ่อยๆก็คงจะหนีไม่พ้นการเข้ายิมเพื่อฟิตร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอพร้อมสำหรับการทำงาน พอกลับมาบ้านก็ภารกิจส่วนตัวและทิ้งตัวลงนอน เพลย์สเตชั่น 4 โปรที่ตั้งอยู่ข้างๆคือแผ่นเกมจำนวนนึงและถัดมาคือกล่องกันพลาที่ซื้อมาช่วงเซลล์แล้วก็ดองไว้จนฝุ่นจับไม่ได้แตะต้องอะไรเลย เหมือนกับมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตอยู่กับงาน Routine และ Activity ที่ทำเป็นประจำจนเป็นนิสัยและไม่ได้ทำอย่างอื่นที่ตัวเองตั้งใจจะทำ พอมีเวลาตั้งใจจะทำ ก็ดันไม่มีแรงซะอย่างนั้น บางสิ่งที่บางอย่างที่อยากให้มาพร้อมๆกันก็ดันมาไม่เคยพร้อมกันซักรอบ.. แต่ไม่ใช่กับตัวชั้นในตอนนี้...


                                 ที่คฤหาสน์ลอยฟ้า..
                                 ความสูงในระดับที่บางครั้งก็ทะลุหมู่เมฆไปนี้ ฉันสามารถสูดอากาศบริสุทธ์ได้แบบเต็มๆโดยที่ไม่กังวลเรื่องโรคระบาดที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้เลยซักนิด เมื่อได้สูดอากาศบริสุทธ์แบบนี้ หลังจากมื้ออาหารเช้าไปประมาณร่วมชั่วโมง อีกทั้งวันนี้ฉันก็ว่าง สิ่งที่ฉันอยากทำ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ฉันก็ต้องการที่จะทำมันให้ได้.. และสิ่งแรกนั้นคือ.. เข้ายิม..


                                  ดูเหมือนฉันเองกไม่ต้องเสียเวลาเพื่อขับรถไปยิมเหมือนเมื่อก่อนเลย เพราะที่แห่งนี้มีทุกสิ่งอย่าง แน่นอน ยิมส่วนตัวในที่นี้ก็มีด้วยเหมือนกัน ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่หลากหลายและเพียบพร้อมครบครัน สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร คราวนี้กลายเป็นเรื่องที่สนุกมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น งั้นวันนี้คือการทดลองของใหม่ที่ไม่เคยเล่นแล้วกัน..


                                   ตั้งแต่ฉันเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อบอดี้สูทผ้ายืดกับกางขาสั้นพร้อมรองเท้า ตั้งแต่เครื่องแรก จนกระทั่งเครื่องสุดท้าย เล่นมันทุกเครื่อง ด้วยเพราะความเพลินด้วย ทำให้เมื่อเล่นถึงเครื่องสุดท้ายแขนขาที่มีแรงก็อ่อนเพลียในทันใด อัลเฟรดหิ้วปีกฉันมานั่งที่ม้านั่งพร้อมกับยื่นกระบอกเครื่องเกลือแร่เย็นให้ดื่ม


                                    "ขอบคุณครับอัลเฟรด" ฉันเอ่ยขอบคุณ
                                    "ด้วยความยินดีครับคุณชาย"
                                    "ผมต้องฟิตร่างกายเอาไว้ หลังจากที่ใช้ปืนเป็น แรงถีบของปืนแต่ละกระบอกก็ไม่เท่ากันอีกด้วย"
                                    "คุณผู้ชายต้องการให้กระผมช่วยเหลือเรื่องอาวุธปืนมั้ยครับ? กระผมคิดว่าคุณชายชอบเลยสนับสนุน"
                                    "ขอบคุณครับอัลฯ เอาจริงๆนะ สำหรับผมแค่ปืนสั้นอย่างเดียวก็ดูมีเสน่ห์แล้ว"
                                    "คุณผู้ชายมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องอาวุธปืนงั้นเหรอครับ?"
                                    "ผมเหรอ? อืมม.. ไม่ว่าจะเป็นอาวุธชนิดไหนก็ตาม ขึ้นชื่อว่าอาวุธที่เอาไว้ประหัตประหารแล้ว ต่อให้ใช้ความพูดสวยหรูยังไง ความจริงก็คือความจริงวันยันค่ำ แต่ผมก็ยังชอบมัน.."
                                    "อ่าห์ นั่นสินะครับ แต่ไม่ว่าผู้คนจะกล่าวโทษอาวุธว่าเป็นยังไง สุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ยังถือมันเพื่อประกัตประการซึ่งกันและกันอยู่ดีน่ะครับ"
                                    "ก็จริงอย่างที่อัลฯบอกล่ะครับ ไม่ว่าจะต่อต้านหรืออย่างไร สุดท้ายแล้วก็ใช้มันเพื่อฆ่าอยู้ดี"ฉันเอ่ยพร้อมกับมองมือข้างที่ใช้จับ Glock ยิงพวกนั้น.. มันก็สมควรแล้วล่ะ...


                                    พอกลับมามีแรงเหมือนเดิม เวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงมื้อเที่ยงพอดี ฉันอาบน้ำเปลี่ยนชุดและกลับมาใส่ชุดเดิม...


                                    "มื้อเที่ยงวันนี้จะรับอะไรดีครับคุณชาย"อัลเฟรดเดินมาถาม
                                    "มื้อนี้ผมไม่ทานที่นี่นะครับ อยากจะออกไปทางที่ร้านซักหน่อย"ฉันเอ่ยกับอัลเฟรด
                                    "จะรับอะไรติดตัวไปหน่อยมั้ยครับ?"
                                    "อ่า.. คู่หูของผมเสร็จรึยังครับ" ฉันเอ่ยถามอัลเฟรด ซึ่งมันก็น่าจะมีเพียงอัลฯคนเดียวที่รู้ว่าฉันถามถึงอะไร
                                    "อ่าห์.. DE Lightning Hawk ของคุณชายเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ จะให้เอามาเลยมั้ยครับ?" อัลเฟรดถาม
                                    "ก็ดีครับ พกไว้ป้องกันตัว พกเก็บไว้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี"
                                    "คุณชายจะไปข้างนอก จะให้ไปส่งหรือว่าจะขับรถไปเองครับ?"
                                    "เดี๋ยววันนี้ผมขอขับไปเที่ยวให้ทั่วๆซักหน่อยดีกว่าครับ ขอกุญแจ Lamborghini ซักคันมาก็แล้วกันครับ"
                                    "งั้นคุณชายรอซักครู่นะครับ"


                                      ไม่นานนัก อัลเฟรดก็เดินกลับมาพร้อมกับคนรับใช้ที่เข็นรถเข็นมาด้วย เมื่อเลิกผ้าขาวที่ปิดอยู่ ก็เผยให้เห็นปืนพกของฉัน พร้อมกับกุญแจรถ.. Lamborghini Lambo V12 ที่มีเพียงไม่กี่คันในโลก และมันอยู่ในมือของฉันแล้วตอนนี้


                                    "ขอให้อร่อยกับมื้อเที่ยงนะครับ" อัลเฟรดเอ่ยอวยพร
                                    "ขอบคุณครับอัลฯ จะรีบไปรีบกลับนะครับ" ฉันเอ่ยก่อนที่จะเดินตรงไปที่ลิฟท์เพื่อลงไปยังลานจอดรถส่วนตัวที่ด้านล่างของอาคาร
  
                                     เมื่อเดินออกมาจากลิฟท์ สิ่งที่ฉันเห็นนั้นไม่ต่างอะไรกับสวรรค์ รถสปอร์ต รถหรู มากมายที่จอดเรียงรายอยู่ละลานตาเต็มที่จอดรถไปหมด ฉันเอ็งไม่อยากที่จะเลยเวลาทานมื้อเที่ยง จึงเดินเข้าไปพลางหยิบกุญแจรีโมทขึ้นมากด


                                      *!!!"


                                      เสียงสัญญาณตอบรับจากรถพร้อมกับความเคลื่อนไหวของมัน ห้องคนขับที่มีเพียงห้องเดียวเหมือนกับเครื่องบินรบ รูปทรงลู่ลมเพื่อทำความเร็วได้สูงสุด พร้อมกับเครื่อง12สูบ Lamborghini Lambo V12  อยู่ที่ตรงหน้าของฉันแล้วตอนนี้


                                   ไม่รอช้าอีกต่อไป นี่เป้ฯครั้งแรกที่ฉันได้ขับรถสปอร์ตที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในโลก เมื่อเข้าไปนั่งลงในห้องคนขับเรียบร้อยฝาครอบห้องคนขับก็ค่อยลงมาปิดเหมือนกับเครื่องรบไม่มีผิด รูปทรงที่เหมือนหลุดออกมาจากจินตานาการนี้ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วสำหรับฉันคนนี้...



                                    "ได้เวลาตะลุยอเมริกากันแล้ว.."


แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +5 คุณธรรม โพสต์ 2020-4-15 12:57

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +300 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-4-22 01:43:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  After Chaos on Central City...
                                  เรื่องวุ่นวายที่ผ่านไปทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันจะต้องไปพิสูจน์เรื่องราวต่างที่เกิดขึ้นด้วยตัวของฉันเอง...

                                 ก่อนหน้านี้ที่ห้องประธาน Anahiem Inc.
                                 72ชั่วโมงก่อนเวลาปัจจุบัน...

                                 ฉันเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันแทบจะเชื่อได้เลย แม้ว่าเรื่องราวมันยากเกินกว่าที่จะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ และได้แต่เก็บไว้ตามลำพัง.. เอาเป็นว่าตอนนี้สิ่งที่ฉันควรทำมากที่สุด คือการไปตามที่อยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นยื่นให้.. ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวของฉัน หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น สัตว์ประหลาดในเทพนิยายนั้นไม่ใช่เพราะไก่หรือเพราะสารเสพติดชนิดใดๆ หลังจากที่ไปขอความช่วยเหลือจากแลปของบริษัทในเครือฯ และโรงพยาบาลเพื่อตรวจการทำงานของระบบสมองอย่างถีถ้วนแล้ว ผลตรวจออกมาทำให้ฉันรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องเพ้อหรือหลอนประสาทแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่ร้านไก่นั้น คือเรียลหมดทุกอย่าง.. มันต้องมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวฉันแต่พ่อกับแม่ไม่ยอมบอกกับฉัน หรืออาจจะกำลังจะบอก แต่ฉันไม่อยู่ให้พวกเขาบอกเท่านั้น พอเมื่อกลับมาเอกัน พวกเขาก็ไม่พร้อมที่จะบอกอะไรกับฉันเสียแล้ว...


                                  ฉันกลับมาถึงที่ออฟฟิศพร้อมนามบัตรที่ตำรวจคนนั้นให้มา ดูท่าจะเป็น FBI หรืออะไรซักอย่าง หน่วนสอบสวนคดีพิเศษ บลาๆๆ อัลเฟรดที่เดินกลับมาอยู่ข้างๆก็ได้ถามไถ่อย่างเป็นห่วง..


                                  "ยินดีต้อนรับกลับครับคุณชาย เจริญอาหารกับมื้อเที่ยงมั้ยครับ?"
                                  "ก็.. Enjoy Eating พอสมควรเลยล่ะครับ ถ้าไม่เกิดเรื่องซะก่อน ดีที่ผมเสร็จจากมื้อเที่ยงพอดี มันเลยเพิ่งเกิด" ฉันเอ่ยเป็นนัยๆเอาไว้ก่อนที่พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างฉันจะค่อยมองมา
                                  "...เกิดอะไรขึ้นเล่าให้ฟังได้มั้ยครับ?" อัลเฟรดที่อยู่ๆก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้ขึ้นมา..
                                  "วันนี้ผมหลอน มองเห็นสัตว์ประหลาดในเทพนิยายออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด ทั้งบนบกและบนฟ้า.. ตอนแรกก็คิดว่าไก่ที่ร้านคงจะใส่สารอะไรลงไปทำให้คนหลอนเอาแน่ๆ แต่พอไปตรวจทุกอย่างๆละเอียดเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คิด แถมยังมีใครก็ไม่รู้เดินมาหาแล้วก็คุยนู่นคุยนี่ และยังเป็นแบบเดียวกันอีก เขาเลยให้นามบัตรอะไรมาด้วยก่อนที่เขาจะเดินหนีหายไป..
                                  "..." อัลเฟรดที่มองมาที่ฉัน แต่ก็ทำได้เพียงเงียบ ไม่ได้พูดเอ่ยอะไรออกมา ปกติแล้วอัลเหรดจะเป็นสายคอมเมนต์หลังที่ฉันบอกกล่าวอะไรออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น..
                                  "ดูเหมือนพ่อกับแม่จะยังไม่ได้บอกอะไรบางอย่างกับผม.." ฉันเงียบและหันไปมองรอบๆข้างก่อนที่จะหันมามองอัลเฟรดที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาตั้งแต่เมื่อครู่นี้...
                                  "...."อัลเฟรดยังคงเงียบไม่ได้พูดหรือแต่อย่างใดจนฉันต้องถามกลับไป
                                  "อัลมีอะไรที่ต้องการจะบอกผมรึเปล่า? ทำไมรู้สึกว่าอัลดูแปลกๆไป" ฉันเอ่ยถาม จนเมื่ออัลเห็นว่าฉันนั้นถามกลับไป อัลที่เห็นจึงไม่เก็บเงียบอะไรอีกต่อไป..
                                 
                                  พ่อบ้านเดินมาที่โต๊ะก่อนที่จะวางม้วนกระดาษโบราณที่เหมือนกับสารโบราณอะไรสักอย่าง ภายในนั้นมีตัวอักษรภาษาโรมันโบราณ ขีดเส้นใต้หนาๆว่าโรมันโบราณ บ้าบอไปใหญ่แล้ว แบบนี้ใครจะอ่านออก ในใจก็คิดไปแบบนั้น เพียงชั่วขณะเท่านั้นที่จู่ๆความหมายของข้อความทั้งหมดกลับอ่านออกโดยที่ไม่ต้องถาม.. ในหัวของฉันตอนนี้มึนหนักยิ่งกว่าเก่าและถามกับตัวเองเพียงแค่ว่า.. นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?

                                  "นี่มัน.. อะไรกันเนี่ยอัล?" ฉันเอ่ยถามก่อนที่จะวางม้วนหนังสือนั้นลง
                                  "เรื่องนี้เกี่ยวกับตัวคุณชาย และพ่อของคุณชายครับ จริงๆท่านเองก็ต้องการที่จะพาตัวท่านมาบอกที่นี่เช่นกัน แต่ว่าภารกิจของคุณพ่อของคุณชายนั้นก็กระชั้นชิดมากเกินจนไม่มีเวลา และไม่มีโอกาสได้พาคุณชายมายังที่นี่.." อัลเฟรดเอ่ยเล่าเรื่องของพ่อของฉัน.. พ่อของฉันเป็นคนไทยเหมือนๆกับฉันนี่ล่ะ แต่เห็นว่าตระกูลหรือนามสกุล"วงค์กรรณ์"ที่ฉันใช้เนี่ย มันมีความเกี่ยวข้องกับตำนานเทพเจ้าของแถบๆอินเดียอะไรนั่นด้วยเหมือนกัน เป็นนามสกุลของบรรพบุรุษที่มีเชื้อสายของเทพกรรณะบุตรแห่งพระอาทิตย์.. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโรมันนี่ด้วยล่ะ ฉันเริ่มไม่เข้าใจ.. ก่อนที่อัลเฟรดจะเริ่มเล่าเรื่องต่อ

                                  "ก่อนที่คุณจอมทัพ.. คุณพ่อของคุณชายจะเสียชีวิตไปพร้อมกับคุณแม่ของคุณ เขาได้รับสิ่งนี้จากคนแปลกหน้าที่มาหาเขาที่บริษัท.. คนๆนั้นคือคุณพ่อของคุณชายครับ"

                                  ... มันเป็น..อะไรที่.. ไม่ว่าใครก็ตกใจ แน่นอนว่าตัวฉันเองที่เกี่ยวกับเรื่องนี้แบบเต็มๆด้วยแล้ว ฉันยังคิดเลยว่าทุกอย่างนี่แต่งเรื่องขึ้นมาหลอกฉันแล้วสุดท้ายก็เซอร์ไพรซ์พ่อกับแม่เดินถือกล้องออกมาจากจุดซ่อนตัว.. แต่กลับไม่ได้เป็นอย่างที่ฉนคิดไว้ เพราะทุกอย่างนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ณ ตอนนี้ ฉันไม่ใช่ลูกของพ่อจอมทัพ แล้วจริงๆฉันเป็นลูกของใครกันล่ะ ก็ทั้งๆที่หลักฐานแทบทุกอย่างมันยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของพ่อจอมทัพไง แต่ไหนกลับกลายเป็นอย่างนั้นไปได้ล่ะ.. ฉันที่ไม่ยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ทำทีเป็นใจดีสู้เสือ พยายามคุยเล่นกับอัลฯกลับไป

                                 "ไม่ๆ อัลฯ ทุกครั้งที่ผมไปตรวจเลือดตอนบริจาคที่ไทย ผลตรวจเลือดมันชี้ชัดว่าผมเป็นลูกของพ่อ ไม่ใช่ของคนอื่นๆ ดีเอ็นเอทุกอย่างผมเป็นของพ่อคนนี้และแม่หลิว ไม่ได้เป็นของคนอื่น อัลพยายามจะอำอะไรผมน่ะ ไม่ค่อยชอบที่อัลเล่นอะไรซีเรียสแบบนี้เลย" ฉันพยายามปรามชายพ่อบ้านให้เลิกเล่นอะไรพิเรนท์แบบนี้ซะ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด สีหน้าของอัลเฟรดดูตึงเครียดจนฉันรู้สึกได้ทางสีหน้าของพ่อบ้านคนนี้ว่า ทุกอย่างนั้นไม่เคยโกหก ก่อนที่พ่อบ้านจะเอ่ยเล่าต่อ

                                 "ที่คุณชายตรวจดีเอ็นเอและพบว่ามันเป็นคนคุณพ่อของคุณชายนั้น เพราะท่านเองได้ใส่และได้ทำการตัดต่อพันธุกรรมของท่านเองลงไปในตัวของท่านด้วยนั่นเองล่ะครับ.." อัลเฟรดเอ่ยตอบสิ่งที่เป็นคำตอบที่ชี้ชัดก่อนที่จะบอกต่อ
                                 "คุณชายจอมทัพในครั้งแรกเองก็ยังไม่รู้หรอกครับ ว่าลูกในท้องนั้นไม่ใช่ลูกของเขา เขารู้เพียงแค่คุณผู้หญิงได้ตั้งท้องและเป็นเด็กผู้ชายซึ่งก็คือคุณชายเอง เมื่อคุณผู้หญิงไปตรวจดีเอ็นเอของคุณ ปรากฎว่ามันไม่มีอะไรที่เป็นของคุณชายจอมทัพซักอย่างเดียว คุณผู้หญิงเริ่มกังวลว่าคุณผู้ชายจะรู้เรื่องนี้ คุณผู้หญิงเองก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง ไม่มีอะไรที่คุณผู้หญิงทำไม่ได้ และคุณผู้หญิงได้ทำลงไปแล้ว นั่นคือฝังรหัสพันธุกรรมของคุณชายจอมทัพลงไปในตัวของคุณชายยังไงล่ะครับ แถมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ทำให้คุณผู้หญิงต้องระงับมันเอาไว้ด้วยเทคโนโลยีของคุณผู้หญิงเอง.." อัลที่เล่ามาถึงตรงนี้ก็เงียบไป นั่นทำให้ฉันสงสัยจึงเอ่ยถาม
                                 "ระงับอะไร สายเลือดของพ่อผมมันมีอะไร ทำไมถึงต้องระงับมันเอาไว้งั้นเหรอ แล้วพ่อที่แท้จริงของผมคือใคร ผมยังไม่รู้เลย" ฉันเริ่มหัวเสียกับบทเกริ่นของอัลเฟรดที่ยืดยาวเกินไป
                                 "จำต้นตระกูลของคุณชายจอมทัพได้มั้ยครับ.. ว่าคุณชายจอมทัพ วงค์กรรณ์ ซึ่งนั่นหมายถึงคุณชายจอมทัพเป็นผู้สืบสายเลือดของกรรณะ สุริยบุตร.. แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่เมื่อคุณผู้หญิงได้นำเนื้อเยื้อของคุณชายจอมทัพมาและใส่มันลงในตัวของคุณชายเพื่อให้มีรหัสพันธุกรรมที่ระบุตัวตนว่าเป็นของคุณชายจอมทัพ แต่ความพิเศษของสายเลือดวงค์กรรณ์ที่คุณชายมีกลับเป็นสิ่งที่คุณผู้หญิงของใช้เทคโนโลยีของเธอเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เป็นอันตรายกับเด็กทารกที่ย้ายครรถ์มาฝากไว้ในหลอดแก้วขนาดใหญ่ในแลปของคุณผู้หญิง ณ ที่นี่ คุณผู้หญิงได้ปลูกถ่ายจักรกลชีวภาพระดับนาโนเข้าไปในตัวของเด็กเพื่อให้จักรกลชีวภาพนั้นทำหน้าที่ผสานยีนจากพ่อของคุณและของคุณชายจอมทัพเข้าด้วยกัน มันอาจจะดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวาย แต่สุดท้ายคุณผู้หญิงก็ทำสำเร็จ และได้ให้กำเนิดเด็กทารกคนนั้นออกมา จากปกติที่ใช้เวลาตั้งครรถ์9เดือน แต่กับทารกคนนั้นรวมระยะเวลาที่ปลูกถ่ายและรักษา ใช้เวลาทั้งร่วม 1 ปีกับอีก 4เดือนถึงสามารถให้กำเนิดเด็กผู้ชายคนนั้นออกมาได้.. "

                                 "ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือคุณชายยังไงล่ะครับ.." อัลเฟรดเล่าทุกอย่างจบ แต่กลับทำฉันหัวเสีย เพราะฉันยังไม่รู้เลยว่าพ่อที่แท้ของฉันนั้นคือใครกันแน่ ถ้าไม่ใช่พ่อจอมทัพ และพ่อคนนั้นเป้ฯใครกัน กล้ามากที่คิดมาตีท้ายครัวแม่ของฉัน ถึงจะเป็นพ่อแท้ๆของฉันก็ตามเถอะ แต่เรื่องย่องเข้ามาตีท้ายครัวนี่เป็นเรื่องที่ฉันไม่ที่จะยอมรับมันได้

                                  อัลเฟรดเลื่อนม้วนกระดาษโบราณนั้นให้แล้วบอกดับฉันไปอย่างที่ฉันรู้ว่าจะบอกอะไร

                                  "เรื่องนี้คุณชายต้องออกหาคำตอบของคุณชายเองนะครับ" ก่อนที่อัลเฟรดจะยิ้ม เหมือนกำลังบอกกับฉันเป็นนัยๆ.. ว่าอยากรู้ก็ไปตามหาเอาเองอะไรทำนองเนี่ย.. ฟัก!!

                                   หลังจากที่ฉันได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่ฉันยังไม่รู้ และอัลเฟรดที่กวนฉันให้ฉันออกไปตามหาพ่อของฉันเอง.. เมื่อเป็นเช่นนั้น แน่ล่ะ นั่นหมายถึงฉันต้องออกไปตามหาพ่อของฉันเอง และนั่นเองฉันต้องเตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยในครั้งนี้ ทุกสิ่งที่ฉันเคยเรียน ศิลปะการป้องกันตัวทั้งระยะกลางระยะใกล้ไกลที่เคยร่ำเรียนมา ทุกอย่างฉันต้องเอามาทบทวนให้ขึ้นใจอีกครั้ง เพราะหลังจากนี้อาจจะต้องออกหมัด เท้าเข้าศอกอย่างแน่นอน พร้อมกับฟิตร่างกายที่แข็งแรงอย่แล้วให้เพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย เพิ่มเรี่ยวแรงให้เพิ่ม เพื่อการผจญภัยในครั้งนี้โดยเฉพาะ




                                   ณ เวลาปัจจุบัน
                                   ที่ท่าเรือจูปิเตอร์.. ซีแอตเทิล...
                                   ...ติดตามตอนต่อไป...

แสดงความคิดเห็น

เบียวอย่างมีชั้นเชิง ฮะๆๆ  โพสต์ 2020-4-22 12:19
พี่มีความอีปิคแบบจักรๆ วงศ์ๆ 55  โพสต์ 2020-4-22 03:58
คุณได้รับ +5 คุณธรรม +5 ความโหด โพสต์ 2020-4-22 01:51

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต