วงล้อแสนสุขประจำวัน |ตั้งเว็บไซต์เป็นหน้าแรก |เพิ่มเข้าบุ๊คมาร์ก |ขนาดจอกว้าง

{ RPG - ป่าต้องห้าม } วิหารอาร์เมนนีอุส

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-4-27 15:26:12 |โหมดอ่าน

วิหารอาร์เมนนีอุส

{ ป่าต้องห้าม }






วิหารอาร์เมนนีอุส
เทพแห่งความมืดในแดนเหนือ รูปปั้นของพระองค์จะมีศีรษะเป็นสิงโต หลังจากโรมยึดเกาะอังกฤษได้
วิหารของเขาได้ถูกสร้างขึ้นในแดนเหนือที่เมือง York ดูเหมือนว่าชาวโรมต้องการจะให้พระองค์คอยปกป้อง
และใช้ความมืดกำราบความมืดที่ปกคลุมในแดนเหนือ ด้วยสำหรับชาวโรมัน แดนเหนือเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า
เต็มไปด้วยความมืดและความชั่วร้ายที่แสงยากจะสาดส่อง พวกเขาจึงเลือกสร้างเทพจากหลากหลายตำนานมาผสมกัน
เทพที่มีพลังความมืดกล้าแกร่งเพื่อให้ต่อกรกับความมืดมิดและกำราบสร้างความหวาดกลัวแก่ชนเผ่าป่าเถื่อนมากมาย

สัญลักษณ์รูปปั้นที่มักพันด้วยงูเพื่อบ่งบอกถึงท่านกำลังสู้รบกับความชั่วร้าย แม้ให้ความชั่วร้ายแปดเปื้อน
แต่อาร์เมนนีอุสก็ไม่ยอมแพ้ต่อความมืดมิดและปีศาจมากมายในแดนเหนือ เขายืนหยัดและคุ้มครองชาวโรมัน
ที่อาศัยอยู่แดนเหนือให้รอดปลอดภัยจากความมืดมิด จนปีศาจงูแดนเหนือไ้ดสวามิภักดิ์ต่อท่านและเป็นคู่หูร่วมต่อกรความมืด

อีกทั้งเขานับเป็นหนึ่งในสองคู๋แข่งของเทพ Oromazes ของเปอร์เชีย และตัวเขาเป็น เทพแห่งความมืด เขามักจะถูกเปรียบเทียบกับแสงและความมืด
ในคำอธิบายของ Plutarch กล่าวไว้ว่า อาร์เมนนีอุสถูกเรียกเป็น "The Hidden One" และ ความมืด ปกครองเหล่าคนตายหรือภูตเงาในดินแดนเหนือ
พิธีกรรมอาร์เมนนีอุสนั้นจำเป็นจะต้องใช้พืช "omomi" ทุบรวมกับในครกและผสมกับเลือดหมาป่าที่เสียสละ และ พิธีกรรมต้องดำเนินในสถานที่ๆ
"ดวงอาทิตย์ไม่เคยส่องแสง" และ Plutarch กล่าวไว้ว่า ท่านยังเป็นเทพผู้ฆ่าหนู ทำลายเหล่าหนูที่อาศัยในความมืดมิดของท่านคอยก่อก่วนชาวบ้าน

** ผู้ที่จะมาวิหารนี้ได จะต้องมี Strength 60 ขึ้นไป **

** สามารถโรลเพลย์สักการะบูชา กราบไหว้ ขอพรภายในวิหารได้
หรือบรรดาบุตรธิดาแห่งอาร์เมนนีอุสมาสนทนากับเทวรูป แม้รูปปั้นไม่โต้ตอบ แต่ท่านได้ยินเสียงเราเสมอ**






ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-4-30 22:40:49



{ ผู้ดูแลวิหาร }


ภาพภายใต้เกราะทมิฬ หากเจ้าตัวไม่ถอดไม่มีผู้ใดถอดได้


อัศวินแห่งอาร์เมนนีอุส - ผู้พิทักษ์วิหาร
ชื่อ: สปาตาคัส
อุปนิสัย: ปกติ เป็นคนสุขุม มีความทะนงในความเป็นนักรบ สำนึกในหน้าที่ของตนเอง มีความรับผิดชอบ เด็ดเดี่ยว เชื่อฟังเพียงนายเดียว
ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ เต็มที่กับสิ่งที่ได้ทำ และจะพยายามไม่ให้สิ่งทีทำนั้นล้มเหลว มีความแข็งกร้าวอยู่ แต่ก็ยังพอมีเมตตาต่อสัตว์เล็กสัตว์น้อย และผู้ที่อ่อนแอกว่าตนเอง


ประวัติย่อ: สปาตาคัสได้ถวายวิญญาณแก่อาร์เมนนีอุส หลังเขาตายทำให้กลายเป็นวิญญาณมายังแดนเหนือ ภายหลังเทพประทานกายเนื้อให้และชีวิตอายุยืนเพื่อเป็นนักรบของเทพตลอดไป
เขาสวมใส่ชุดเกราะตลอดเวลาไม่เปิดเผยใดๆ ต่อสาธารณชนมานับพันปี ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าของเขาอีกเลย หลังการก่อตั้งกรุงโรมใหม่สปาตาคัสได้ถูกเทพส่งมาดูแลวิหารของท่าน




โพสต์ 2020-5-9 00:40:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Alexis เมื่อ 2020-5-9 01:05

XII
{ ภารกิจเสริม ; ช่วยทำความสะอาดวิหาร | Part 2 }


               ถึงปากจะบอกไปว่ามั่นใจ แต่พอเอาเข้าจริงก็เริ่มกลัวขึ้นมานิด ๆ เหมือนกัน

               จะให้ไปทำความสะอาดเฉย ๆ ก็ดูใจร้ายเกินไปหน่อย เลยเสียเวลาไปเกือบชั่วโมงกับการเดินเลือกซื้อของคาว ของหวาน ผลไม้ ดอกไม้ เทียนหอม เขาไม่เคยไปเยี่ยมใครมาก่อนเลยไม่รู้ว่าของจำเป็นอะไรที่ต้องซื้อบ้าง คิดอันไหนออกก็คว้ามาหมด อาร์เมนนีอุสต้องประทับใจในตัวเขาบ้างล่ะนะ
               อเล็กซิสหอบของพะรุงพะรังจนมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำไทเบอร์น้อย แม่น้ำสายหลักที่ไหลวนอยู่รอบกรุงโรมใหม่และเป็นจุดแบ่งของพื้นที่ต่าง ๆ รอบเกาะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนเมือง เนินเทมเพิลและบริเวณป่า หัวสะพานมีป้ายไม้เก่า ๆ สลักเป็นคำว่า ‘ป่าต้องห้าม’
               ข้ามสะพานมาได้ก็เจอกับทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีดำสลับขาวถูกตะไคร่เกาะเหมือนไม่มีคนใช้เส้นทางนี้มาแรมปี บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่หนาทึบ แสงลอดผ่านมาได้เพียงรำไร  อากาศเย็นจนน่าขนลุกขัดกับความจริงที่ว่าข้างนอกยังอยู่ในฤดูร้อนและตอนนี้เป็นเวลาบ่าย เหมือนที่นี่ถูกกาลเวลาหยุดเอาไว้อย่างนั้นแหละ
               ยิ่งเดินลึกเข้ามาเท่าไหร่เสียงนกและแมลงก็เริ่มหายไป เหลือไว้แต่เพียงความเงียบสงัด อเล็กซิสกลั้นใจเดินตรงไปข้างหน้าพยายามไม่วอกแวกขี้สงสัย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเหมือนสัตว์ใหญ่คำรามหรือเสียงประหลาด ๆ แว่วมากระทบหูสมองเขาจะชอบคิดถึงฉาก jump scare ที่เคยดูในหนังสยองขวัญทุกที
               สองขาก้าวยาว ๆ อย่างสุดความสามารถจนในที่สุดก็เห็นแสงสว่างมาจากข้างหน้า ถึงสักที!

               สถานที่ที่เรียกว่าวิหารอาร์เมนนีอุสตั้งอยู่อย่างโดดเด่นกลางป่าต้องห้าม ปูพื้นด้วยหินอ่อนสีดำกว้างขวาง ตรงกลางเป็นวิหารขนาดใหญ่บันไดไม่สูงมากทอดขึ้นไปสู่ทางเข้าด้านหน้าที่ทำเป็นมุขสไตล์โรมัน คือมีเสาแบบไอโอนิกตั้งเรียงรายกันอยู่รองรับหลังคารูปสามเหลี่ยม ด้านในเป็นตัวอาคารทรงกระบอกที่มีหลังคาเป็นโดมครึ่งวงกลม ครั้งหนึ่งที่นี่คงเคยเป็นสีขาวแกมเทาแต่เพราะกาลเวลาที่ล่วงเลยและขาดการดูแลอย่างทั่วถึงทำให้สีซีดลงและเริ่มมีตะไคร่เกาะ
               และเนื่องจากเป็นพื้นที่แห่งเดียวในป่าที่แสงอาทิตย์สามารถส่องถึงโดยรอบ ทำให้มันดูน่าเกรงขามแต่ก็รู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวเช่นกัน

               พวกฮาร์ปี้ทำความสะอาดมาถึงก่อนแล้ว ใช่สิ ก็พวกเธอมีปีกนี่นา เขาเห็นสามตนกำลังขัดถูหลังคาและพื้นที่รอบนอก อีกสองตนรอเขาอยู่ที่หน้าบันไดพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด เขาเดินเข้าไปหาพวกเธอ
               “คุณเซเลสเทียส่งมาครับ” อเล็กซิสก้มหัวให้เมื่อเห็นสายตาคล้ายจะตำหนิที่เขามาช้า
               “อืม” หนึ่งในนั้นขานตอบด้วยเสียงแหบพร่าจนน่าขนลุก เธอส่งไม้กวาดกับผ้าเช็ดให้พร้อมแจกแจงให้เขาทำความสะอาดด้านในด้วยกัน เขาต้องกวาดกับถูพื้น แล้วก็เช็ดทุกอย่าง ส่วนพวกเธอจะทำในส่วนของเพดานและที่สูงเพราะมีปีก

               เมื่อเข้ามาภายในวิหารก็พบกับความกว้างขวาง ตรงกลางมีรูปปั้นงาช้างขนาดใหญ่ สลักเป็นรูปร่างของชายคนหนึ่งที่ส่วนศรีษะมีลักษณะเหมือนหัวสิงโต ปีกด้านหลังสยายออก ร่างเปลือยเปล่าไม่อายฟ้าดินมีงูตัวใหญ่พันขึ้นไปตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงอก ในมือถืออะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นไม้เท้ากับอาวุธอย่างละข้าง อเล็กซิสมองทุกอย่างด้วยความไม่เข้าใจ พ่อของเขาหน้าตาแบบนี้จริงหรอ? ประหลาดชะมัด แต่ให้ถามใครก็ไม่ได้อีกเพราะนี่แหละคือรูปปั้นแทนตัวพ่อของเขาจริง ๆ นี่แหละคือ อาร์เมนนีอุส เทพเจ้าแห่งความมืดมิดในแดนเหนือ

               อเล็กซิสปัดกวาดเช็ดถูมุมโน้นทีมุมนี้อยู่พักใหญ่ ข้างในไม่มีอุปกรณ์อะไรให้เกะกะ แต่มีอย่างหนึ่งที่น่าแปลก นั่นคือทั้ง ๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เกรอะกรัง แต่รูปปั้นอาร์เมนนีอุสกลับสะอาดสะอ้าน แถมบนแท่นสักการะยังมีผลแอปเปิ้ลสด ๆ วางอยู่สามลูก เหมือนมีคนตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้
               เขาพยายามไม่คิดมาก แค่บรรยากาศรอบตัวก็น่าขนลุกจะตายอยู่แล้ว กลิ่นสาบงูจาง ๆ กับความอับชื้นชวนให้อึดอัด เสียงที่ได้ยินก็มีแต่เสียงปีกพรึ่บพรั่บของฮาร์ปี้กับเสียงทำความสะอาด

                 โอเค เพื่อความสบายใจของตัวเองเขาขอใช้วิธีนี้แล้วกัน

                “I told you something safe, Something I've never said before…”

                ท่อนแรกของเพลง Animal ของศิลปินที่ชื่อ Troye Sivan หลุดออกมาจากปากอเล็กซิส พร้อมกับเสียงตกใจดังแกว๊กๆแบบไก่ของฮาร์ปี้ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ด้านบน พวกเธอมองมาที่เด็กชายอย่างไม่เข้าใจ
                “ขอร้องเพลงหน่อยนะครับ แหะ ๆ” เขาเงยหน้าขึ้นไปบอกพวกเธอ
                พวกฮาร์ปี้ทนรำคาญแต่ก็ยังทำความสะอาดต่อด้วยสำนึกในหน้าที่ อเล็กซิสเปลี่ยนเพลงไปเรื่อย ๆ ขณะเช็ดพื้น เสียงไม่ตรงคีย์ของเขาก้องกังวาลไปทั่ววิหาร
                ในตอนที่กำลังเช็ดฐานรูปปั้นพร้อมแหกปากอย่างสบายอารมณ์ จู่ ๆ อเล็กซิสก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสของโลหะเย็นเฉียบบริเวณต้นคอ นัยน์ตาสีแดงเบิกกว้างแล้วก้มลงมองช้า ๆ จนพบกับใบดาบยาวสีเงิน ไล่มองไปเรื่อย ๆ ก็พบกับร่างปริศนาสีดำทะมึนยืนอยู่ด้านหลัง เขาผงะแล้วถอยกรูดจนขึ้นไปอยู่แทบเท้ารูปปั้น
                 มาได้ยังไง แล้วมาตอนไหน ทำไมไม่ได้ยินเสียง!
                ข้างหน้าของอเล็กซิสเป็นร่างที่อยู่ในชุดเกราะสีดำทมิฬสูงราวสองเมตรกว่า เขาไม่เห็นหน้าเพราะอีกฝ่ายสวมหมวกมีเขาสีดำยาวเข้ากับชุดเกราะปิดบังใบหน้ามิดชิด ในมือถือดาบยาวสีเงินชี้มาที่เขา
                “ผู้บุกรุกน่ารำคาญ” เสียงทุ้มน่าขนลุกพูดขึ้น
                “เปล่านะครับ! ผม… ผมมาทำความสะอาด ไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุก!” อเล็กซิสพูดตะกุกตะกักยกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่าทียอมแพ้
                “หึ แต่การกระทำของเจ้ากำลังไม่ให้เกียรติสถานที่แห่งนี้ ลงมาซะก่อนที่ข้าจะหั่นร่างน่าสมเพชนั่นให้กลายเป็นชิ้น ๆ”  
                อเล็กซิสที่เพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะคลานลงมาข้างล่างใกล้ ๆ กับชายในชุดเกราะ ความเงียบเกินขึ้นเนิ่นนานจนเมื่อความกลัวคลายลงเล็กน้อยเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน
                “คุณ… เป็นใครหรอครับ” เขาตัดสินใจถามขึ้น ถึงแม้จะน่ากลัวแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องการทำร้ายตัวเองอย่างที่ปากว่าจริง ๆ “หรือว่าคุณจะเป็น…”
                อเล็กซิสค่อย ๆ หันหน้าไปทางรูปปั้น แย่ล่ะสิ ถ้าชายคนนี้ใช่จริง ๆ การพบกันครั้งแรกของเราคงเป็นอะไรที่พิลึกสุด ๆ
                ร่างในชุดเกราะสะบัดผ้าคลุมสีดำแล้วคุกเข่าลงตรงหน้ารูปปั้น
                “ข้ามิบังอาจเทียบตนเสมอท่านผู้นั้น” เขาว่าพลางขยับดาบเล็กน้อย คล้ายจะขู่
                อเล็กซิสกลืนน้ำลายดังเอื้อก “ถ้าอย่างนั้น…”
                “นามของข้าคือสปาตาคัส ผู้พิทักษ์วิหารแห่งนี้” คำตอบทำให้อเล็กซิสงุนงง เขาไม่ยักรู้มาก่อนว่าพ่อจะจ้างยามดูแลที่นี่ด้วย แล้วทำไมถึงปล่อยให้วิหารอยู่ในสภาพนี้กันนะ “เจ้าต่างหาก เป็นใคร มาบุกรุกแถมยังส่งเสียงน่ารำคาญในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ยังไง”
                “จะว่ายังไงดี คือผมแบบว่าเป็นลูกของท่านผู้นั้นน่ะครับ…” อเล็กซิสยิ้มแหย ๆ บุ้ยปากไปทางรูปปั้น “ชื่ออเล็กซิส คอนสแตนติน มิไฮเยอร์วิช ฝากเนื้อฝากตั---”
               “โกหก!” สปาตาคัสลุกขึ้น ใช้ใบดาบสีเงินจ่อมาทางเขาอีกแล้ว! “อ่อนแอ! เหยาะแหยะ! แถมยังไร้พลังอำนาจขนาดนี้อย่ามาอ้างตัวพล่อย ๆ!”
               “ใจเย็นสิครับ! เอะอะใช้ดาบกันแบบนี้อันตรายมากนะ! แล้วผมก็ไม่ได้โกหกด้วย อย่ามาดูถูกกันนะ! คุณเป็นผู้พิทักษ์ของพ่อก็น่าจะรู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือไง”
               อีกฝ่ายเงียบไป ภายใต้หน้ากากอเล็กซิสรู้สึกเหมือนกำลังถูกสายตาไล่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า
               “เหอะ” สปาตาคัสลดดาบลง “จะทำอะไรก็ทำไป แต่ช่วยสงบเสงี่ยมด้วย”
               “ครับ ๆ เข้าใจแล้วครับ” อเล็กซิสทำตามอย่างว่าง่าย เขาหยิบผ้าที่ตกขึ้นมาชุบน้ำแล้วเช็ดทำความสะอาดต่อ หางตามองเห็นสปาตาคัสเดินไปนั่งอย่างสงบอยู่มุมหนึ่งของวิหาร เขาคนนั้นไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองต่อและอเล็กซิสก็ไม่อยากคาดคั้นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น

                ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงการทำความสะอาดก็เสร็จสิ้นลง อเล็กซิสเอาอุปกรณ์ไปเก็บให้ฮาร์ปี้ กล่าวขอบคุณที่พวกเธอมาช่วยทำความสะอาด จากนั้นพวกเธอก็พากันบินกลับไปที่เขตเมือง คงจะรีบไปรายงานความเรียบร้อยให้เซเลสเทียทราบก่อนเขาจะไปถึง
                วิหารสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พื้นเงาวับ คราบฝุ่นและตะไคร่ทั้งด้านนอกและด้านในหายเกลี้ยง อเล็กซิสปาดเหงื่อที่หน้าผาก บิดตัวคลายความเมื่อยล้า มองไปรอบ ๆ อย่างภาคภูมิใจ
                เขาเข้ามาค้นกระเป๋า หยิบเทียนหอมกลิ่นดอกไม้ขึ้นมาจุด มันช่วยกลบกลิ่นสาบงูไปได้เยอะมาก จากนั้นก็จุดไฟในคบเพลิงที่แขวนอยู่ตามเสาของวิหาร เพิ่มความสว่างและไล่กลิ่นอับชื้น ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของสปาตาคัสที่เฝ้าสังเกตเขาอย่างเงียบ ๆ
                สุดท้ายก็หยิบอาหารที่เตรียมมาออกมาจากกระเป๋า
                “คุณสปาตาคัสแบ่งไปสักชิ้นไหมครับ” อเล็กซิสหันไปถามชายที่นั่งมองเขาอยู่ อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำตอบ “งั้นผมวางพุดดิ้งคาราเมลไว้ตรงนี้นะ ไว้ผมกลับค่อยมาหยิบก็ได้” แน่นอนว่าเขาดื้อด้านกว่า
                หลังแหย่สปาตาคัสไปพอหอมปากหอมคอ อเล็กซิสก็เข้ามานั่งคุกเข่า วางไก่ทอดเกลือ ขนมขบเคี้ยว ส้มสามลูกและช่อดอกทานตะวันลงบนแท่นวางของสักการะ ใกล้ ๆ กับแอปเปิ้ลสามลูกที่น่าจะเป็นของชายในชุดเกราะ
               เขาหลับตาลงตรงหน้ารูปปั้น รู้สึกเคอะเขินหน่อย ๆ ที่ต้องทำอะไรประหลาด ๆ แต่เท่าที่สังเกตมา ผู้คนที่นี่ก็ทำการสักการะบูชาเทพเจ้าด้วยวิธีนี้แหละ
               “บ้านสะอาด ๆ กลิ่นเทียนหอม ๆ อาหารอร่อย ๆ น่าจะช่วยให้คุณอารมณ์ดีนะครับ” อเล็กซิสตั้งจิตอธิษฐานและกระซิบด้วยเสียงที่เบาที่สุด หวังว่าทุกคำพูดของเขาจะสื่อไปถึงร่างแท้จริงของรูปปั้นตรงหน้า “ไว้ผมจะมาหาบ่อย ๆ และถ้าคุณรับรู้ว่ามีผมอยู่บนโลกใบนี้ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมกันบ้าง ดูแลแม่แทนผมด้วย ถ้าไม่มากไปก็ฝากบอกเธอหน่อยว่าผมคิดถึง” เสียงของเขาสั่นไหว ความรู้สึกร้อนผ่าวเกิดขึ้นที่หางตา
                แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็ปรากฏแก่สายตาของสปาตาคัส เขาเห็นเงาภายในวิหารกระเพื่อมเล็กน้อยแค่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะหายไปและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่เด็กชายตรงหน้าไม่ได้รับรู้ เด็กชายคนนั้นลุกขึ้นยืนทำความเคารพรูปปั้น หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายหลัง
                “ผมกลับก่อนนะครับ” อเล็กซิสหันมาโบกมือให้สปาตาคัส แต่ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา

                บรรยากาศข้างนอกใกล้มืดแล้ว ได้ยินเสียงเห่าหอนของหมาป่ามาจากที่ไกล ๆ ด้วย เขาต้องรีบกลับไปก่อนค่ำตามที่เซเลสเทียบอก
                “ขอบคุณ”
                เสียงกระซิบข้างหูดังขึ้นพร้อมกลิ่นสาบงูอ่อน ๆ ลอยเข้ามาแตะจมูกตอนที่อเล็กซิสก้าวลงบันไดวิหาร  เขาหันไปหาสปาตาคัสที่ยังมองอยู่
                “คุณพูดกับผมหรอครับ?” อเล็กซิสเอียงคอถาม
                “เพ้อเจ้ออะไร รีบกลับไปซะ”

-------
------

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [057] สปาตาคัส เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2020-5-9 14:46
คุณได้รับ +15 คุณธรรม +8 ความโหด โพสต์ 2020-5-9 11:30

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
GPX G-Racer 200
REMINGTON Pistol
VR Headset
Dark Area
โพสต์ 2020-5-17 00:59:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย WeishaoTien เมื่อ 2020-5-17 01:13

                                 ณ วิหารอาร์เมนนีอุส ป่าต้องห้าม...

                                  นี่เป็นครั้งแรกของชายหนุ่มที่ได้ลองเข้ามาในป่าต้องห้ามแห่งนี้ อดิสักดิ์คิดว่าตัวเองเหมือนกับสโนว์ไวท์ที่เดินทางหลงเข้ามา หากแต่เขาไม่ได้หลง แต่ตั้งใจที่เข้ามาที่นี่อยู่แล้ว แม้ว่าแฟรงก์ จางที่เห็นชายหนุ่มเดินเข้าไป ก้ได้เตือนอะไรเล็กน้อยก่อนที่จะอวยพรให้ชายหนุ่มปลอดภัย ซึ่งเมื่อเขาได้ก้าวเท้าเหยียบไปใยคร้้งแรกนั้น.. กลับกลายเป็นว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยกับตัวของเขา.. อาจจะมีอุปสรรคเล้กน้อยตรงทางที่เข้าไปถึงวิหาร มันทั้งคดเคี้ยวและพาหลงอย่างมากกว่าจะถึงที่วิหาร จนเมื่อชายหนุ่มคลำทางมาเจอที่นี่ ครั้งแรกที่เข้าเห็นนั้น มีความรู้สึกเหมือนกับว่าโบสถ์คริสต์ที่ยังมีคนอยู่เพราะสะอาดสะอ้าน ทางเข้าเป็นประตูกว้าง ไม่ได้เปิดโล่งเหมือนวิหารอื่นๆ โครงสร้างของวิหารที่ประกอบขึ้นจากหินปูนสีขาว เป้นสิ่งที่ชายหนุ่มเห็นแล้วขัดกับความเป้นเทพแห่งความมืดของเทพองค์นี้เสียจริง..


                                  ชายหนุ่มก็คงจะได้แต่วิจารณ์ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไปในวิหาร ที่นี่ดูไม่ใหญ่โตไปมากกว่าที่อื่นๆ แต่กลับดูสะอาดสะอ้าน ผิดหูผิดตาแม้ว่าจะอยู่ในป่าลึกที่ไม่มีใครต้องการเข้ามา แสงสว่างสอดลอดกระจกวิหารทอดยาวลงมาที่พื้นหินอ่อนมองเห็นลวดลายสีดำที่แทรกตามเนื้อของหินดูงดงาม ทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนความคิดของตนเองไปในพริบตา เพียงชั่วขณะที่แดิศักดิ์กำลังเดินไปเดินมาอยู่นั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงคนเดินเข้ามาด้านใน ด้วยที่วิหารนั้นเป็นโถงใหญ่และประติมากรรมเทพแห่งความมืดที่ถูกแกะขึ้นด้วยหินแกรนนิตสีขาวหม่นๆ เพราะความกว้างของโถงนี้ทีไม่มีกำแพงกั้น แม้เสียงของต้นไม้ใบหญ้าจากด้านนอกพัดเข้ามา ก็สามารถได้ยินได้ง่ายๆ และเสียงเหล้กที่กระทบกับพื้นหินนี้ก็เช่นกัน


                                  อดิศักดิ์หันไปมองที่ทาง ภาพแรกที่เขาเห็นคือนักรบในชุดเกราะหนักสีดำตัวใหญ่ถือดาบรูปทรงโค้งเดินเข้าไปอย่างรวดเร็วและเงื้อดาบเข้าฟันโดยทันที


                                   "เฮ้ย!? อะไรเนี่ย?" ชายหนุ่มอุทานเสียงดังแต่นักรบชุดเกราะหนักสีดำคนนั้นหาได้ฟังและหยุดมือแต่อย่างใดกลับรัวมือฟันใส่ชายหนุ่มอย่างไม่ลดละ
                                 
                                  แม้ว่าชายหนุ่มจะตัวใหญ่กว่านักรบผู้นั้นก็ตามที แต่ในมือของเขานั้นมีอาวุธ แต่ชายหนุ่มนั้นมีแค่มือเปล่า จะต่อยเข้าไปมีหวังแขนหลุดก่อนถึงหน้าแน่ จึงทำได้เพียงแค่หลบซ้ายขวาไปเรื่อยๆเพียงเท่านั้น แต่บางช่วงก็หลบไม่พ้นโดนถีบจนล้มก็หลายครั้ง แต่ก็กลื้งหลบกสารโจมตีที่ทำให้ถึงฆาตอย่างหวุดหวิด อดิสักดิ์พึงระลึกเสมอว่า ต่อให้ตัวเองเหนือมนุษยืซักเพียงใด เมื่อถึงที่ตายก็จบ ไม่มีการรีเซ็ตเหมือนเกมที่เล่นได้เรื่อยๆจนกว่าจะชนะ ชีวิตจริงนั้นตายแล้วตายเลย กลับมาเกิดอีกครั้งก็ไม่ได้ใช้เวลาสั้นๆเหมือนเล่นเกม เพราะฉะนั้น รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ทำให้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นอย่างช้าขณะที่ชายหนุ่มกำลังหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่ง นักรบในชุดเพราะหยุดและชี้มาที่อดิสักดิ์ก่อนที่จะมีเสียงดังออกมาจากในชุดเกราะนั่น


                                 "แก ผู้บุกรุก รึอาจเข้ามาในสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต โทษถึงตาย"
                                 "ผู้บุกรุก พ่องดิ จะเข้ามาหาคนเป็นพ่อโว้ย ไม่ได้เห็นคนมานานดูไม่ออกรึไงเลยเห็นสายแห่งความมืดเป็นผู้บุกรุกเนี่ย ฮะ?"
                                 "...." นักรบในชุดเกราะหนักนิ่งไปพักใหญ่ก่อนที่จะเก็บเด็บและเดินเข้ามาพยุงชายหนุ่มในลุกขึ้นก่อนที่จะกล่าวคำขอโทษแก่ชายหนุ่ม แล้วพากันมานั่งที่ขั้นบันไดเพื่อสนทนา


                                 "ข้าต้องขออภัยในความสะเพร่าที่ข้าไม่ได้ตรวจสอบให้ดี ขอโทษด้วย"
                                 "ช่างเถอะครับ เข้าใจอยู่ล่ะ ในป่าต้องห้ามนี่ก็นะ วิหารตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งเดียวแบบนี้ ไม่แปลกใจหรอกครับ"
                                 "เจ้าเป็นสายเลือดของนายเหนือหัว เทพแห่งความืดงั้นรึ?"
                                 "ใช่ครับ.. ผมถึงมาหาเขาที่นี่ยังไงล่ะครับ เป็นบุตรแห่งเทพแห่งความมืดก็ต้องทำใจกันหน่อย ผมว่านะ"
                                 "น้อยนักกับสายเลือดที่แทบจะไม่ค่อยเห็นในค่ายแห่งนี้ เจ้าเป็นหนึ่งในสองคนของสายเลือดแห่งความืดของค่ายนี้ก็ว่าได้"
                                 "น้อยขนาดนี้เลยเหรอครับ ใช่ที่ว่าสายเลือดแห่งความืดนี้จะอยู่ข้างนอกในฐานะคนเลวซะมากกว่า แบบนั้นเหรอครับ?"
                                 "ก็อาจจะใช่ล่ะนะ ข้าที่อยู่ที่นี่ก็ต้องคอยป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาย่างกรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่นี่อสุรกายเยอะ ข้าเองก็ต้องป้องกันไม่ให้พวกมันเข้ามา"
                                 "คุณคงเต็มที่กับงานของคุรไม่น้อยเลย"
                                 "ใช่แล้ว ข้าน่ะเต็มที่กับงานของข้าอยู่แล้วแน่นอน แม้ว่ามันอาจจะเบื่อไปบ้างก็ตาม แต่เจ้าเองก็ไม่ใช่ธรรมดา สามารถหลบดาบของข้าได้ตั้งหลายครั้งเช่นนั้น"
                                 "อ่า ฮะๆ เพราะผมกลัวด้วยล่ะครับ โดนคุณถีบล้มลงไปก็หลายครั้งเหมือนกัน เกือบเอาชีวิตไม่รอด ฮะๆๆ" ชายหนุ่มหัวเราะกลบเกลื่อน ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็เหมือนจะมองเห็นอะไรในตัวของชายหนุ่มคนนี้
                                 "เอาไว้ก่อนออกจากที่นี่ข้าจะฝากอะไรเข้าไปหน่อยแล้วกัน เข้าไปหาพระบิดาของเจ้าเถอะ"
                                 "ขอบคุณครับ"


                                การสนทนาจบลง ชายหนุ่มเดินไปที่แท่นสักการะพร้อมกับจุดไฟในตะเกียงและนำดอกไม้ราตรีวางเอาไว้ที่แท่นบูชานั้น ก่อนที่จะเริ่มคุยกับพ่อของตนเองที่ไม่อาจที่จะตอบโต้กันได้


                                 "ท่านพ่อ.. ผมเองก็ไม่รู้จะมาคุยอะไรกับท่านดี คงต้องยอมรับว่าผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าผมมีสายเลือดของท่านพ่ออยู่ มันทำให้ชีวิตของผมนั้นเปลี่ยนไปมากๆเลย จากที่มันควรจะสงบ ตอนนี้กลับไม่สงบแล้วในตอนนี้.. แม่ตายแล้วนะครับ คนที่ผมเรียกเขาว่าพอก็ด้วย ทั้งคู่ตายในอุบัติเหตุกระสวยระเบิดกลางอากาศ วันนั้นผมมางานศพของพวกเขาทั้งสองด้วย ผมเองก็ใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ แล้วก็.. อยู่ๆพลังของพ่อก็ตื่น ผมเห็นสิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะมอยู่ในโลกนี้ มันวุ่นวายมากพอพลังตื่นขึ้นมา จนผมเองก็ได้รับรู้เร่องราว ความจริงทั้งหมดที่ผมเจอ และที่ผมเป็น วุ่นวายวามครับบอกเลย บางครั้ง ผมก็โกรธนะ ผมคุยกับเพื่อนของผมเมื่อวานนี้ พอผมบอกกับเธอว่าจะไปเยี่ยมพ่อที่นี่ แล้วก็คิดไว้ว่า ถ้าไดเจอกายเนื้อที่งมาแบบเทพพลูโต ผมจะซัดหน้าพ่อซักทีที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ฮะๆๆ"


                                ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆก่อนที่จะพูดต่อ


                                "แต่พ่อรู้อะไรมั้ยครับ ความรู้สึกของผมตอนนี้นะ ไม่ต่างอะไรกับโลกิเลยซักนิก ผมไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างที่ผมเป็นอยู่ ผมเป็น.. อะไรซักอย่าง มันเป็นสิ่งที่ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกัน ผมรู้ล่ะ ว่าพ่อจะบอกผมว่าผมเป็นใคร แต่สำหรับผมมันไม่ใช่เลย อะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ในตัวผมที่มันไม่ใช่.. แต่พ่อรู้อะไรมั้ย.. มันก็ไม่ได้เดือดร้อนหรือทำให้ชีวิตผมลำบากอะไรเท่าไหร่หรอกนะครับ อย่างน้อยผมก็ดีใจล่ะนะครับ ว่ายีนเด่นของผมนั้นทำให้ผมได้มาเจอกับพ่อจริงๆของผมเอง แค่นี้ก็พอใจแล้วล่ะครับ.. งั้นวันนี้ผมขอตัวก่อน เห็นว่าผู้ดูแลที่นี่มีอะไรจะให้ผมด้วย เดี๋ยวจะไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวอีก ไว้เจอกันนะครับ"


                                ชายหนุ่มจบการสนทนากับบิดาที่แท้จริงของตนผ่านรูปปั้น เขาเดินออกมาโดยที่เดินไปหานักรบในชุดเกราะหนักนั้นเพื่อที่เขาจะฝากอะไรกับชายหนุ่มก่อนจะไป


                                "เอานี่พี่ชาย จะฝากอะไรกับผมงั้นเหรอ?" ชายหนุ่มเอ่ยถาม
                                "ข้าพินิจพิเคราะห์ดูลักษณะของเจ้าแล้ว จัดว่าหน่วยก้านดีใช้ได้เลยนะ การต่อสู้เองก็คงจะดีขึ้นแน่ๆหากได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง"
                                "หมายความว่าไง?" ชายหนุ่มแอบระแวงเล้กน้อยก่อนจะถามนักรบคนนั้นออกไป
                                "ฉันอยากให้นายมาที่นี่อีก ข้าจะช่วยฝึกสอนเรื่องการต่อสู้ใหกับเจ้าเอง ในฐานะที่เจ้าเป็นสายเลือดของเทพผู้เป็นนายเหนือหัวของข้าผู้นี้"
                                "จะชวยฝึกการต่อสู้ให้ แค่นี้ก็จบละ พูดอะไรเยอะแยะ คราวต่อไปสินะ ได้ครับ แต่ผมจะต้องทำภารกิจของผมให้เสร็จเรียบร้อยก่อนนะครับ เสร็จแล้วจะรีบมาให้สอนทันทีเลย"
                                "ตกลงตามนี้ โอเค.." นักรบผู้นั้นยื่นมือที่สวมถุงมือเกราะเหล็กมาที่ข้างหน้า ชายหนุ่มแอบแปลกใจเล็กน้อยที่คนโบราณจะมีความทันสมัยอยู่หน่อยๆ อดิศักดิ์ยื่นมือของตัวเองไปจับกับอีกฝ่าย แล้วนักรบคนนั้นก็คว้ามือของเขาไปจับอย่างแน่นมือทำเอามุมปากของอดิศักดิ์กระตุกเพราะเขาเล่นกำมือของชายหนุ่มแน่นจนเกินไป ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวรู้สึกยังไง เพราะหมวกเกราะนั้นปิดบังหน้าของนักรบคนนี้เอาไว้ซะหมด ก่อนที่จะปล่อย
                                "งั้น ขอตัวก่อนนะครับ"
                                "โชคดี บุตรแห่งเทพผู้เป็นนายเหนือหัว"
                                "จะพูดให้มันเข้าใจยากทำไม" อดิศักดิ์แอบบ่นขณะที่เดินออกจากวิหารและลุยออกจากป่าต้องห้าม


                                 เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่มีอะไรมากมายให้จดจำสำหรับอดิศักดิ์กับวิหารเทพอาร์เมนิอุส เทพผู้เป็นพ่อของชายหนุ่ม อีกทั้งยังมีเรื่องที่จะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับผู้ดูแลวิหารแห่งนี้ด้วย มันอาจจะทำให้ชายหนุ่มแข็งแกร่งมากขึ้นก็เป็นได้ ชายหนุ่มเองก็ไม่คิดว่าเขาจะได้ความแข็งแกร่งในชีวิตจริงๆของเขาด้วย นึกว่าจะมีเพียงแค่ในโลกเสมือนเท่านั้นอีก ความเปลี่ยนแปลงของอดิศักดิ์กำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้...

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [057] สปาตาคัส เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2020-5-17 10:00
คุณได้รับ +10 คุณธรรม +5 ความโหด โพสต์ 2020-5-17 09:59

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-5-19 01:39:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  ณ วิหาร อาร์เมนิอุส ป่าต้องห้าม...
                                  พอหลังจากที่ชายหนุ่มมีเห็ตุที่จะต้องไปในที่ใดแล้ว ต่อให้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเห็นว่ามันผิดปกติ อดิศักดิ์ก็สามารถทำมันได้อย่างที่ไม่ได้แคร์สายตาของคนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย ในใจของเขานั้นคิดว่าอย่างเดียว ว่าที่ไปในที่นั้นๆ แม้ว่าจะเป็นที่ๆคนไม่เข้าไปกัน ก็เพราะมันมีเหตุที่เขาต้องไป ไม่ว่าจะจำเป็นหรือเพราะความต้องการส่วนตัวก็ตาม เขาไม่สนใจนอกจากไปในที่นั้นท่ามกลางสายตาที่มองค้านในสิ่งต่างๆที่เขาได้ทำ


                                  วันนี้ชายหนุ่มเดินทางไปที่วิหารเพื่อไปเยี่ยมเยือนพ่อของตนเอง และรับการฝึกฝนจากผู้ดูแลวิหารที่ตอนนี้เขาเป็นผู้ที่ให้ความรู้และทักษะในการต่อสู้ต่างๆแก่ชายหนุ่ม ซึ่งวันนี้อดิศักดิ์ก็จะไปที่นั่นในวันนี้ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกัน แม้ว่าคนที่เห็นเขาเดินเข้าไปและเดินออกมา บางคนอาจจะรู้ บางคนก็อาจจะไม่รู้ ว่าอดิศักดิ์เป็นไม่กี่คนในค่ายที่มีสายเลือดของเทพแห่งความมืด ถ้าคนที่รู้ว่าภายในป่านี้คือวิปาร พวกเขาจะำม่คิดมากอะไรเท่าไหร่นักนอกจากคนที่ไม่รู้ และผู้ที่มาใหม่และเพิ่งรู้เรื่องของป่าต้องห้ามนี้..


                                   อดิศักดิ์เดินข้ามป่าต้องห้ามมาจนถึงเขตของวิหารฯ ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปที่วิหารก่อนที่ เพื่อสักการะและพูดคุยกับพ่อของเขา เพียงแค่ฝั่งเดียว.. ชายหนุ่มก็ได้แต่หวังว่า พ่อของเขาจะฟังสิ่งที่ชายหนุ่มพูดให้ฟัง จากที่ไหนซักแห่ง.. .


                                   เขาค่อยนำองุ่นพวงนึงมาวางใส่ที่จานรองอย่างประณีตก่อนที่จะเดินไปหาที่นั่งและพูดกับพ่อของเขา...


                                  "ไงครับพ่อ.. วันนี้ก็เป็นเหมือนกับทุกๆวันที่อยู่ที่นี่ล่ะครับ ผมค่อยชอบอยู่เฉยๆเท่าไหร่ มันทำให้ผมดิ่งตลอด พอดิ่งแล้วชอบหาเรื่องตัวเองไปเรื่อยผมเลยลองหาอะไรที่มันสร้างสรรค์ทำดู อย่างไปทำความสะอาดวิหารเทพที่เนินเทมเพิล.. พ่อคงจะรู้จักอยู่แล้วนะผมว่า.."


                                   "ผมมีหน้าที่ไปทำความสะอาดที่วิหารเทพพลูโต มหาเทพแห่งโลกใต้พิภพ สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ ฮะๆ ทำก็มีหน้าที่ประจำของผมที่นั่นล่ะครับ ถ้าผมแข็งแกร่งกว่านี้ในตอนแรก ผมคงจะมาทำความสะอาดที่นี่ ก็ที่นี่เป็นที่ๆผมกับพ่อจะได้คุยกันยังไงล่ะครับ พอผมทำความสะอาดเสร็จก็มีเวลาเหลือพอที่ผมจะได้มานั่งคุยแบบนี้กับพ่อทุกๆวันเลย หวังว่าพ่อจะมาคุยด้วย.. ซักครั้ง เหมือนที่เทพแห่งโลกใต้พิภพจำแลงกายลงมาเพื่อฟื้นศรัทธาของผม และทำให้ผมาหาพ่อถึงที่นี่"


                                   "ผมรู้ล่ะครับว่าพ่อเป็นคนยังไง เป็นโดดเดี่ยวผู้.. น่ารัก บางทีห็อย่ากรู้เหมือนกันว่าพ่ออยู่ทางนั้น เหงาบ้างรึเปล่า พ่ออาจจะชอบอยู่คนเดียวก็จริง แต่ก็แค่อยากรู้ก็เท่านั้น ช่างผมเถอะ พูดไปเรื่อย ผมอยู่คนเดียวเหมือนกันตอนที่แม่กับพ่อบุญธรรมของผมตาย มีแค่อัลเฟรดแล้วก็แม่บ้าน เมด เชฟที่อยู่กับผมเท่านั้น พวกเขาก็ไม่ได้คุยอะไรกับผมนัก มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นจริงๆ อัลเฟรดเองก็.. มีคุยกันบ้างล่ะครับกับผมน่ะนะ แต่ก็ไม่ได้อะไรกัน เป็นเหมือนเพื่อนคุยวะมากกว่า แต่.. ทั้งชีวิตผมก็ไม่ได้คิดว่าจะมีแค่อัลเฟรดคนเดียวซะที่ไหนล่ะครับ... ช่างเถอะ


                                   "ผมเองก็พูดกับพ่อมาเยอะล่ะ เอาไว้มีเรื่องอะไรสนุกๆหรือถ้าจำได้ เดี๋ยวจะมาเล่าให้พ่อฟังีกนะครับ หวังว่าพ่อจะหายเหงาบ้างนะ ไว้เจอกันครับ"


                                   ชายหนุ่มพร่ำมานาน เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงเดินมาหาผู้ดูแลของวิหาร สปาตาร์คัสยืนตรงตระหง่าน ในมือของเขานั้นวันนี้ไม่มีดาบโค้งในฝัก แต่เป็นดาบสปาเธอร์ไม้ที่เหล่ามาเองกับมือ ความยาวของมันสามารุปักลงพื้นและค้ำมือทั้งสองที่วางอยู่ที่สันด้ามดาบได้อย่างไม่ยากเย็น


                                    "ว่าไงเจ้าหนู พร้อมสำหรับบทเรียนในวันนี้แล้วรึยัง?" นักรบเอ่ยเสียงแข็ง ประหนึ่งท้าทายผู้ที่ได้รับฝึกสอนอยู่นั้น
                                    "พร้อมไม่พร้อมก็มาเลย ลุยได้ทุกเมื่ออยู่แล้วครับ" ชายหนุ่มหาญกล้าหาได้กลัวไม่ เขารับดาบกราดิอุสเหลาไม้จากผู้สอนก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมรับบทเรียนในวันนี้
                                    "การวางท่านี่ เห็นครั้งแรกก็รู้แล้วว่าเจ้าตายแน่ถ้าตั้งถ้าลิเกแบบนี้" ชายหนุ่มเหวอรับประทานไปชั่วขณะ เพราะเขาเองลืมไปว่าตรงหน้าของเข้าในตอนนี้คือทหารจริงๆ ที่เคยใช้ดาบจริงและต่อสู้จริงๆ เขารู้แม้กระทั่งท่วงม่าของชายหนุ่ม
                                    "แล้ว.. การตั้งท่าที่ถูกต้อง จะต้องวางท่ายังไงถึงจะไม่ตายในครั้งแรกล่ะครับ?" ชายหนุ่มเอ่ย
                                    "นี่อย่าบอกนะว่าข้าจะต้องเริ่มสอนเจ้าตั้งแต่ต้นเลยน่ะฮึ"
                                    "อาจจะต้องเป็นเช่นนั้นครับ ยุคนี้ไม่มีการฟันดาบแบบนี้หรอกครับข้างนอก มีแต่ปืน กระสุน จับสองมือและเหนี่ยวไก ทุกอย่างจบอย่างรวดเร็ว"
                                    "ข้ารู้น่ะ คนสมัยนี้มันถึงขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้ยังไงล่ะ เหนี่ยวไกก็ล้มนอนซะแล้ว ไม่มีแม้กระทั่งได้เผชิญหน้า ความกล้าหาญของคนสมัยนี้ถึงได้มีน้อยนัก"
                                    "เอาเถอะครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่นะ แล้วอีกอย่าง ปีศาจที่จะต้องเจอน่ะ คนในนี้บอกว่าแล้วว่ากระสุนปืนทำอะไรพวกมันไม่ได้ มีแต่ต้องพึ่งพาอาวุธแบบนี้เท่านั้น"
                                    "... งั้นก็จงตั้งใจเรียนซะ ถ้าไม่อยากออกจากที่นี่ไปแล้วไปเป็นเหยื่อให้มิโนทอร์เคี้ยวเล่น เริ่มกันที่บทแรก...." แล้วหลังจากนั้นก็คือการฝึกฝนและเริ่มบทเรียนวันแรก


                                     ทุกอย่างผ่านไปอย่างยากลำบาก ชุดสูทที่เขาใส่มานั้นเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลและดินโคลนจากการล้มกลิ้งไปกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า มันเป็นวันแรกที่ทำเอาชายหนุ่มต้องกลับมาถามตัวเองในใจว่า แน่ใจนะว่าวันแรก?


                                     จนเมื่อทุกอย่างค่อยๆหยุดลง เรี่ยวแรงของแต่ละฝ่ายล้วนหมดไป นักรบในชุดเกราะนั่งลงกับคั่นบันไดและเอาดาบไม้ที่ใช้สอนชายหนุ่มเท้าหัวเอาไว้ด้วยความเหนื่อย


                                     "...การเริ่มต้นสอนคนใหม่เช่นเจ้า ไม่ใช่เรื่องง่าอย่างที่คิดเอาไว้เลยจริงๆ"
                                     "ลำบากหน่อยนะครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสู้ด้วยการใช้ดาบครั้งแรก ถึงเป็นดาบไม้ก็เถอะ แต่บทเรียนแต่ละอย่างมันไม่ต่างอะไรกับการฆ่ากันจริงๆเลย เจ็บจริงอะไรจริงนะเนี่ย โอยย" อดิศักดิ์โอดครวญไม่น้อย แม้ว่าเขาจะไม่ได้บาดแผลจากการโดนของมีคมฟัน แต่รอยฟกช้ำและถลอดนั้นไม่ใช่ของปลอมแน่นอน เสื้อเชิทที่มีรอยขาดเพราะทั้งถูกแทงด้วยดาบไม้ และด้วยการล้มไถลถลอกจนเสื้อขาด เวลาผ่านไปร่วมหลายชั่วโมง สุดท้ายบทเรียนแรกก็จบลง ชายหนุ่มค่อยๆยืนขึ้น รอยฟกช้ำจากการโดนถีบเข้าที่ข้อพับขา ทำให้เขาแทบจะพยุงตัวเองไม่ไหว เขาคืนดาบกราดิอุสไม้ให้กับสปาตาร์คัสก่อนที่จะบอกลาแล้วค่อยๆเดินออกจากเขตวิหารไป ความพยายามในการเดินออกจากเขตป่าต้องห้ามนั้นเป็นสิ่งที่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขานั้นเริ่มทำให้การเดินของเขากลบมาเป็นปกติชั่วขณะ ก่อนที่จะล้มลงที่สะพานหลังจากที่ออกจากเขตป่าต้องห้ามไปสักพัก แม้ว่าจะสะบักสะบอมเพียงใด เขาก็ไม่ขอให้ใครช่วย แล้วพยุงตัวเองไปสถานพยาบาลเพื่อทำแผลของบทเรียนแรก...

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ [057] สปาตาคัส เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2020-5-19 02:09
คุณได้รับ +15 คุณธรรม +5 ความโหด โพสต์ 2020-5-19 02:08

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2Energy +10000 USD +30000 ย่อ เหตุผล
Jason + 10000
Admin + 30000

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-6-11 02:35:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Jonnathan A. Wo เมื่อ 2020-6-11 17:08

                                  ป่าต้องห้าม อีกครั้งที่ชายหน่มเดินเข้ามาที่นี่ อดิศักดิ์เดินไปเดินมาที่นี่ในช่วงนี้มากกว่าเดินไปสวนสาธารณะซะอีก
                                  หลังจากที่เกิดเรื่องที่สวนสาธารณะ ชายหนุ่มก็มองหน้ากับฮันน่าไม่ติดอีกเลย เป็นฝ่ายฮันน่าที่หลบหน้าเขา แน่นอนว่าเจ้าตัวรู้สึกผิดที่เกิดเรื่องนั้นขึ้น และก็แน่นอนว่าอดิศักดิ์เองก็ไม่ปลื้มกับสิ่ิงที่เกิดขึ้นเช่นกัน อดิศักดิ์นั้นเป็นคนที่มียืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่มาก แม้ว่าเขานั้นก็มีความรู้สึกที่ดีให้ต่อเพศตรงข้ามเท่าไหร่ แต่เมื่ออีกฝ่ายมีคู่ครองอยู่แล้ว อดิศักดิ์เองก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับเรื่องนี้ แม้ว่าฝ่ายหญิงต้องการหรือไม่ยังไง ชายหนุ่มก็สามารถปรับเปลี่ยนและสามารถคงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนได้ต่อไป หากคู่ครองของอีกฝ่ายไม่คิดมากเหมือนเคสที่เขาเพิ่งเจอ เคสนี้นั้นเขาเองก็ไม่ปลื้มเท่าไหร่นักที่คู่ครองของอีกฝ่ายเข้ามาหาเรื่องจนเกิดการทะเลาะวิวาท แต่พอเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจบลง คนที่เป็นฝ่ายรับโทษมีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่รับไปเต็มๆ เหตุเพราะทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งคนที่ชายหนุ่มซัดนั้นมีระดับเป็นถึงรองหัวหน้ากลุ่ม โทษจึงหนัก แต่แม่ทัพของกองร้อย เจสันเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเห็นครั้งแรก โทษจึงเหลือเพียงแค่ติดทัณฑ์บนเอาไว้ ถูกกักบริเวณ ห้ามเข้าสวนสาธารณะชั่วคราวจนกว่าทัณฑ์บนจะหมด บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์รอบเกาะ 1 เดือน ส่วนฝ่ายที่โดนชายหนุ่มตอบโต้จนหมอบนอนหยอดน้ำข้าวต้ม โดนเพียงแค่กักบริเวณ ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับคนที่ต้องเข้าเฝือกดามหลังได้อยู่พักรักษาตัว


                                    หลังจากที่ทุดเสร็จเรียบร้อยจากการบำเพ็ญประโยชน์รอบเกาะ สิ่งที่เขาไปในที่ใหม่ จึงไม่ใช่ที่ไหนอื่น นอกจากวิหารแห่งสายเลือดของพ่อตน วิหารเทพอาร์เมนิอุส..


                                    นับหลังจากวันที่เกิดเรื่อง วันนี้ก็ครบหนึ่งสัปดาห์ที่อดิศักดิ์มาที่นี่ในทุกวัน ทุกๆวันที่เขามาที่นี่นั้น นั้นนอกจากการนำของมาสักการะ และนั่งคุยกับเทวรูปพ่อของตนองแล้ว ชายหนุ่มก็ยังเริ่มตีสนิทกับผู้เฝ้าวิหารอย่างสปาร์ตาคัส นักรบในชุดเกราะดำ เพื่อให้เขาช่วยฝึกฝนการต่อสู้ให้กับชายหนุ่ม ซึ่ง มันก็แอบผิดคาดชายหนุ่มไม่น้อย เพราะความรุนแรงที่เขานั้นฝึกกับสปาตาคัสนั้น ล้วนเป็นการฝึกแบบจริงจัง เหมือนกับว่าผู้ดูแลวิหารนี้มองเห็นชายหนุ่มเป็นศัตรูตรงหน้าก็ไม่ปาน จนมาวันนี้ ชายหนุ่มจึงใช้โอกาสลองถาม จึงได้คำตอบที่ทำเอาอดิศักดิ์ก็ทึ่งไม่น้อย...


                                     ผู้ดูแลวิหารผู้นี้ได้เล่าเรื่องของสหายผู้หนึ่งซึ่งเป็นชาวสปาร์ตันที่ยังเหลือรอดชีวิตจากสงครามเทอร์มอพิลี เป็นหนึ่งในกองทหาร 300 นายของกษัตริย์เลโอนิดัสที่หนึ่ง ก่อนที่จะเป็นหนึ่งในผู้ที่เหลือรอดไปส่งข่าวให้กับที่สปาธาร์ หลังจากนั้นเขาจึงดิ่งขึ้นเหนือเป็นทหารรับจ้าง และนักล่าค่าหัว จนกระทั่งได้มาเจอกับสปาตาคัสในขณะที่เป็นนักรบทาสในสังเวียนยักษ์นั่น ฝืมือในการต่อสู้ของชายสปาร์ตันลึกลับผู้นั้นยังคงไว้ซึ่งความดุดันแห่งสปาตันจริงๆ และสปาตาคัสก็ได้เรียนรู้การต่อสู้เหล่านั้นมาและปรับให้เป็นการต่อสู้ที่ตนถนัด แต่ก็ยังคงไม่ลืมวิธีและพื้นฐานของการต่อสู้อันดุดันนั้น และนั่นก็เป็นวิธีการต่อสู้ที่เขาถ่ายทอดมาให้ชายหนุ่มที่ประหลาดใจกับสิ่งที่เขาสอนปานจะฆ่าเขาจริงๆหากเขาชักดาบออกมา หรืออาจจะฆ่าเขาจริงๆแม้ว่าดาบในมือนั้นจะเป็นดาบไม้ก็ดาบ นอกจากการต่อสู้ด้วยดาบแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เขาได้สอนให้กับชายหนุ่มนั้น คือการให้หอกยาวคุ่กับโล่ห์ สิ่งที่สำคัญของนักรบสปาร์ตานั้น คือโล่ห์อันใหญ่ที่ปัจจุบันนั้นเป็นสตูร์กุมของโรมันที่มีทรงเหลี่ยมและโค้งผิดกับของกรีกหรือสปาร์ตันที่เป็นโล่ห์กลมหนา


                                      "เคยมีเพื่อนนักรบคนหนึ่งที่ได้ถ้ายทอดความเป็นสปาร์ตัน ได้กล่าวเอาไว้ หากเราชูโล่ห์ขึ้น สปาร์ตาจะเกรียงไกร หากโล่ห์ตก สปาร์ตาล่มสลาย โล่ห์ที่ดีจะต้องป้องกันเจ้าของมัน และหากผู้ถือดี โล่ห์ก็สามารถกันเจ้าของมันได้ทั้งตัว เปรียบให้โล่ห์นั้นเหมือนแขนของเจ้า"


                                      "เข้าใจแล้วครับ" ยิ่งเมื่อชายหนุ่มรู้ว่าเบื้องหน้าของเขานั้นคือหนึ่งในคนที่เขาปลื้ม ไฟในตัวของเขาก็ยิ่งคุกกรุ่นมากยิ่งขึ้น เขาอยากจะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวสิ่งที่เป็นของจริงเช่นนี้มานานแล้ว


                                      ยิ่งฝึกยิ่งที่ให้ชายหนุ่มมีไฟในการฝึกฝนมากขึ้น ยิ่งฝึกมากขึ้น อดิศักดิ์ก็เข้าใกล้ความแข็งแกร่งของอดีตทาสผู้สืบทอดความแข็งแกร่งจากสปาร์ตันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเวลาได้ล่วงเลยไปหลายชั่วโมง สปาตาคัสที่เขานั้นเป็นวิญญาณในร่างชุดเกราะย่อมไร้ซึ่งความเหนื่อยล้า หากแต่ชายหนุ่มที่แม้ว่าในร่างกายของเขานั้นจะมีระบบและจักรกลต่างๆคอยช่วยเสริมสมรรถภาพของร่างกายก็ตามที่ มันก็เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องเหนื่อยอ่อน การฝึกไปหลายชั่วโมงนั้นทำให้เขาล้มลงนอนแบบกับพื้นอย่างที่ไม่กลัวว่าเสื้อเชิร์ตของเขาจะเปรอะเปื้อน เพราะเสื้อเชิตนั้นสีดำอยู่แล้ว..


                                      "แต่ก่อนในช่วงชีวิตที่ข้านั้นยังมีกายเนื้อ ข้าได้ยินเสียงพวกโรมกร่นด่าโพนทนาในครั้งที่ข้าเป็นทาส ว่าพวสปาร์ตัน เป็นพวกคนเถื่อน ไม่มีความคิด ไร้ซึ่งอารยชน ที่สุดท้ายของเหล่าสปาร์ตันคือโลกใต้พิภพ ข้าไม่คิดเลยว่า ยังมีคนที่ชื่นชมในความเป็นสปาร์ตันอยู่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าข้าเองจะไม่ใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาหรือคาดหวัง ข้าดีใจที่มีเจ้าเป็นสหาย"
                                    
                                      "ผมก็ดีใจ.. ที่ได้เจอกับชาวสปาร์ตัน.. จริงๆ แม้ว่าะไม่มีร่างกายให้จับต้องก็เถอะ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คงจะเป็นเครื่องยืนยันของความแข็งแกร่งที่ทุกคนต่างพากันยำเกรงชาวสปาร์ตันสินะครับ" ชายหนุ่มเอ่ย

                                      "จริงๆข้าเองก็ไม่ใช่ชาวสปาร์ตันจริงๆนักหรอก ชาวสปาร์ตันที่แท้จริงได้หายกลายเป็นหลายๆส่วนของโรม บ้างเป็นทาส บ้างเป็นนักรบ บ้างก็กลายเป็นตำนาน ดั่งเช่นเลโอไนดัส ความแข็งแกร่งของพวกเขา นอกจากร่างกายและทักษะการต่อสู้แล้ว จิตใจที่แข็งแกร่งก็เช่นกัน ข้าหวังว่าเจ้าจะเรียนรู้มาพอสมควรแล้ว พรุ่งนี้มาเริ่มกันใหม่ ข้ายังมีอะไรมากมายที่สอนเจ้าได้เรื่อยๆ ถึงความแข็งแกร่งที่ข้าได้รับมาจากสหายชาวสปาร์ตันผู้ล่วงลับ"

                                      "ครับ งั้นขอตัวก่อนครับ พรุ่งนี้เจอกันอีกแน่นอน"


                                      "Chaire" ชายในชุดเกราะเอ่ยคำลาเป็นภาษากรีกโบราณก่อนที่ต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อน ก่อนที่อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงตะวันก็ลับขอบฟ้าไป

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +10 คุณธรรม +10 ความโหด โพสต์ 2020-6-11 10:36

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +200 Strength +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-6-12 01:39:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                 วิหารอาร์เมนิอุส...

                                 ที่นี่กลายเป็นที่ประจำของชายหนุ่มแทนที่สวนสาธารณะที่ต้องไปเป็นประจำในช่วงก่อนหน้า อดิศักดิ์ในตอนนี้รู้สึกดีกว่าเมื่อก่อนเยอะมากมาย คงเป็นเพราะเขาได้ออกจากสังคมที่วุ่นวายในเกาะนี้ อีกทั้งที่นี่ยังดูปลอดภัยกว่าที่ไหนในความคิดของชายหนุ่มเอง ที่ปกติแล้ว เขาในฐานะที่เป็นชายหนุ่มที่ชอบเก็บตัวเงียบๆ ไม่ชอบออกไปพบป่ะผู้คนเหมือนอย่างคนปกติทั่วไป แม้ว่าเขานั้นจะไม่ใช่คนที่ชอบเบียดเบียนคนอื่นแต่อย่างใด แต่ก็เพราะความที่เขานั้นรักสงบ จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขากลายเป้ฯคนเก็บตัวจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะคนสมัยนี้นั้นมักแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่ชอบใครก็หาเรื่องทำร้าย กลั่นแกล้งสารพัดวิธีโดยที่เห็นเป็นเรื่องสนุก ไม่สนใจความรู้สึกของฝ่ายที่โดนกระทำ แม้ว่าอดิศักดิ์นั้นจะพยายามขึ้นยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าคนเหล่านั้น แต่เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่โดนกลั่นแกล้งและเอาเปรียบมาก่อน สิ่งที่เขามองต่อมนุษย์ด้วยกันเองจึงค่อยเปลี่ยนไป เขาเองไม่ชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่กับคนเหล่านี้ ที่แม้ว่าจะมีคนดีอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังหนีไม่พ้น ทุกครั้งๆที่ถึงช่วงปิดเทอม กิจกรรมที่เขาทำก็มักจะเป็นสิ่งที่ทำอยู่คนเดียว เปิดอู่ซ่อมรถก็เปิดคนเดียว และก็เก็ยตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน กลายเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง จนคนอื่นพากันไม่เข้าใกล้.. มันก็เป็นอะไรที่เขานั้นรู้สึกดีอยู่เล็กๆในใจเหมือนกัน



                                วันนี้ก็เป็นอีกวันหลังจากที่บำเพ็ญประโยชน์เสร็จเรียบร้อย ด้วยความอึดอัดกับสังคมคนหมู่มาก ตั้งทำความสะอาดวิหาร ซ่อมรถม้าไปจนถึงเลี้ยงม้า และตรวจคนเข้าเกาะ นที่สุดก็ได้เข้าไปมา ที่วิหารเพื่อฝังตัวอยู่ที่นี่ยาวๆกับช่วงเวลาที่เหลืออยู่ วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน หากพ่อซึ่งเป็นเทพนั้นลงมาอยู่ที่วิหารแห่งนี้ เขาก็จะเป็นชายหนุ่มที่รักครอบครัวเป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะเขามาที่นี่ได้ ใช้คำว่าเกือบทุกวัน หลังจากที่เกิดเรื่องและถูกไม่ให้เข้าสวนสาธารณะอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะได้รับอนุญาตอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้น อดิศักดิ์ก็ไม่ได้แคร์ที่เขาจะอดเข้าสวนนั้น หรือไปเจอกับหญิงสาวที่เหมือนจะเป็นคนที่พาปัญหาต่างๆมาสู่ตัวของเขา.. ยังมีตั้งหลายๆที่เขานั้นไม่ได้หรือไม่เคยที่จะเข้าไปเหยียบซักครั้ง วิหารแห่งเทพก็มีแค่ วหารพลูโตที่เนินเทมเพิลกับที่วิหารในป่าต้องห้ามเท่านั้นที่ไป ซึ่งวิหารที่แรกนั้นไปเพื่อทำความสะอาด ส่วนอีกที่นั้น เป็นเหมือนชมรมที่มีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่อยู่ที่นี่ กับผู้เฝ้าวิหารที่เป็นวิญญาณในชุดเกราะสีดำ


                                ชายหนุ่มเดินเข้าไปพร้อมกับวางองุ่นและดอกราตรีเป็นเครื่องสักการะ และพูดคุยกับเทวรูปอยู่พอสมควร ก่อนที่จะเดินออกมาเพื่อฝึกฝนการต่อสู้กับผู้ดูแลวิหารแห่งนี้ ถ้าใครที่มีมาที่นี่บ่อยๆ อาจจะได้เห็นมุมที่แตกต่างของผู้ดูแลวิหารที่ไม่ได้มีแค่จับดาบไล่ฟันอย่างเดียว บางทีชายหนุ่มเองก็เห็นเวลาที่ผู้ดูแลวิหารทำความสะอาดที่นี่ครั้นเมื่อไม่มีใครเข้ามาทำความสะอาด หรือไม่ก็ จะได้เห็นผู้ดูแลวิหารนั่งก่อกองไฟในยามค่ำคืนอยู่คนเดียว ชายหนุ่มเองก็เห็นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อตอนที่เขามาที่นี่ดึกๆ วันนี้เป็นบทเรียนต่อจากเมื่อวาน หลังจากที่ทบทวนบทเรียนบทฝึกที่ได้รับมาเมื่อวานนี้ วันนี้คือการลงรายละเอียดของการต่อสู้ระยะต่าง และอาวุธแต่ละชนิด ไม่เกี่ยงประเภทและรูปแบบ ดูเหมือนผู้ดูแลคนนี้จะเริ่มจริงจังกับการฝึกสอนมากขึ้น เพราะที่เห็น จากลานกว้างธรรมดาในตอนแรกที่ไม่มีอะไร ก็มีส่วนนึงที่มีแท่นขอนไม้กับที่วางอาวุธไม้ต่างๆอยู่ข้างๆกัน


                                อดิศักดิ์เองวันนี้ก็เอาชุดมาเปลี่ยนด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเองต้องเสียชุดสูทไปหนึ่งชุดหลังจากที่เริ่มฝึกซ้อมกับนักรบในชุดเกราะคนนี้ จนถึงขั้นเลือดตกยางออกซ้ำยังเสื้อขาดจนไม่อาจที่จะซ่อมแซมได้อีก จำต้องทิ้งสูทชุดนั้นไป คราวนี้ดูเหมือนชายหนุ่มจะมาพร้อมมากกว่าในทุกๆวัน ชายหนุ่มในตอนแรกที่ยัดเสื้อยืดรัดรูปกับกางเกงทหารขายาวสีทรายติดมาด้วยอย่างละสามตัว เผื่อเอาไว้ใช้ในยามที่ออกทำภารกิจ ไม่นึกว่าจะได้ใช้เร็วกว่าที่คิด จริงๆ ชุดที่ชายหนุ่มใช้เล่นบีบีกันนั้น เขาเอาติดมาด้วยครบทุกอย่าง แม้กระทั่งตาข่ายผ้าคลุมที่เอาไว้พรางตัวก็ม้วนเก็บใส่กระเป๋ามาด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าหากการฝึกฝนนี้เริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มเองก็คิดว่าคงจะต้องควักเสื้อกั๊กยุทธวิธี สนับมือสนับเข่า กับหมวกมาใส่ป้องกันให้ปลอดภัยมากขึ้น ไม่งั้นยิ่งฝึกยิ่งมีแผล พอมีแผลฟกช้ำ สปาตาคัสจะไม่ยอมให้ฝึกต่อ จนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ นี่อาจจะเป็นอีกมุมนึงที่ใครๆไม่เคยเห็นก็เป็นได้


                                วันนี้เป็นการฝึกกับหอกยาวคู่กับโล่ห์ ซึ่งบทฝึกนี้สปาตคัสได้ให้อดิศักดิ์ใช้โล่ห์กลมแทนโล่ห์เหลี่ยม ถึงแม้จะใหญ่ แต่ก็มีความคล่องตัวกว่าสกูร์ตูมอยู่มากพอสมควร ทำให้สามารถตั้งโล่ห์พร้อมกับถือหอกยาวได้ดั่งเช่นที่อดิศักดิ์ต้องการ ความเป็นนักรบสปาร์ตัน เพราะที่แห่งนี้เป็นที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาเท่าไหร่นัก การฝึกที่ทรหดแบบสปาร์ตาจึงเกิดขึ้นเพียงแค่ในที่แห่งนี้ และจะไม่เกิดขึ้นในลานฝึกซ้อมของค่ายอย่างแน่นอน เมื่อจบการฝึก ต่อมาจึงเป็นการสู้รบโดยใช้อาวุธจากไม้ที่เอาไว้ฝึกซ้อม อีกทั้งโล่ห์ที่ถือนั่น แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับของกรีกโบราณหรือสปาร์ตัน แต่ก็ทำจากไม้ เพราะของจริงนั้นในที่แห่งนี้ไม่มีใครสามารถทำให้ได้ เพราะที่นี่เป็นโรมันใหม่ หาใช่กรีกหรือสปาร์ตัน ชายหนุ่มจึงอาจจะเป็นคนเดียวในเกาะที่ต่อสู้อย่างสปาร์ตัน มากกว่ารีเจียนแนร์ของฝั่งโรมัน และอาจจะเอามาใช้จริงในสนามหรือลานประลอง ลานฝึกซ้อมไม่ได้ ไม่มีใครยอมรับความป่าเถื่อนตรงนี้เป็นแน่...


                                การทดลองต่อสู้จริงกินเวลาไปนานหลายชั่วโมง แต่มีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่เสียเหงื่อและนั่งหอบอยู่คนเดียว ส่วนอีกฝ่ายที่เป้ฯนักรบในชุดเกราะนั้น ก็กลับมานั่งอย่างนิ่งสงบเพื่อรอชายหนุ่มว่าจะฝึกต่อหรือพอแค่นี้ ซึ่งอดิศักดิ์เองก็ยังพอมีเรี่ยวแรง จึงได้ลองขออีกฝ่ายเกริ่นบทฝึกต่อไปในวันพรุ่งนี้ให้ได้รู้ มันคือการใช้ดาบคู่กับโล่ห์กลามใหญ๋นั่นเอง เมื่ออดิศักดิ์ได้เห็นและลอง ก็ล้มลุกคลุกคลานก็หลายรอบจนกระทั่งตะวันเริ่มตกดิน ผู้ดูแลวิหารสปาตาคัสให้ชายหนุ่มวางโล่ห์ไม้และหอกไม้ลงก่อนที่จะให้ไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ก่อนที่จะช่วยกันเก็บข้าวของต่างๆไปไว้ที่ห้องเก็บของหลังวิหาร เหมือนกับว่าชายหนุ่มปลดล๊อคทักาะการใช้หอกขึ้นมาได้พอสมควร พร้อมกับการใช้โล่ห์ให้มากกว่าการป้องกันคมหอกคมธนูจากข้าศึก ไม่คิดว่าเขาจะได้ลองฟาดโล่ห์ออกจากตัวเพื่อปัดการโจมตีแบบที่เกิดขึ้นในหนังและในเกมได้ ชายหนุ่มได้คิด โล่ห์ใหญ่นั้นหากปัดแรงมากขึ้น อาจจะทำให้ข้าศึกเสียหลัก หรืออาจจะทำให้ข้าศึกถูกโล่ห์ฟาดจนสลบไปเลยก็เป็นได้ มันเป็นความโหดของนักรบสปาร์ตันที่แท้จริง


                                  หลังจากที่เก็บอุปกรณ์ต่างเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงเก็บข้าวของของตนและเดินออกจากวิหารผ่านป่าต้องห้ามออกมา แทบจะทุกครั้งเขาเห็นแฟรงก์ จาง ทำหน้าตกใจที่เห็นชายหนุ่มเดินออกมาจากป่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าป่าต้องห้ามที่ล่ำลือกลายเป็นป่าธรรมดาสำหรับชายหนุ่มไปเสียแล้วซะอย่างงั้น...

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +15 คุณธรรม +5 ความโหด โพสต์ 2020-6-12 08:56

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +5 USD +400 Strength +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 400 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-6-15 02:57:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  วิหารเทพอาร์เมนิอุส..
               
                                   กลับมาอีกครั้งหลังจากที่งานบำเพ็ญประโยชน์ของชายหนุ่มเสร็จเรียบร้อย วันนี้ก็เป็นเหมือนกับทุกๆวัน และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆหากเขายังไม่ได้ออกไปจากที่นี่ ในความคิดของเขานั้นก็คิดอยู่เสมอทุกครั้งเวลาที่เขามองไปรอบๆในขณะที่เขายังคงอยู่ที่นี่ [นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่?] อดิศักดิ์นั้นรักอิสระ เขาไม่ชอบอะไรที่เป็นสิ่งผูกมัด แม้ว่าตอนที่อยู่ข้างนอกนั้น ความเควี้งคว้างจะเกิดขึ้นกับเขาตลอด แต่มันก็ไม่ได้แย่เสมอไปกับความโดเดี่ยวที่อยู่เป็ฯเพื่อน เพราะเขาเองก็โดดเดี่ยวมาอยู่แล้วตั้งแต่ที่แยกทางกับครอบครัวที่เลี้ยงเขามา การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมันก็ดีอยู่ในช่วงแรกที่ๆเขาเริ่ม แต่พอนานๆไป ความอิสระที่อดิศักดิ์ได้มาครอบครองกลับย้อนมาทำร้ายตัวเขาเหมือนกับคำสาปที่ติดตัวเขามา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเช่นไร แม้ว่าจะเข้าสู่สังคมที่วัยรุ่นทุกๆคนต้องเจออย่างโรงเรียนมัธยม ทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ในท้ายที่สุดแล้วการทำดีเกินหน้าเกินตาคนอื่นๆ ก็พาลแต่จะทำให้คนอื่นๆนั่นหมั่นไส้และเกลียดขี้ชายหนุ่มอยู่เรื่อยไป ความสามารถของเขานั้นทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มออกห่าง มัธยมต้นจากที่มีอยู่เพียงหนึ่ง ก็กลับหายไปเพราะเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขานั้นย้ายออก นั่นคือความโดดเดี่ยวในช่วงแรกที่เขาต้องเผชิญ ไม่ว่าสังคมในห้องจะเป็นเช่นไร ชายหนุ่มในเวลานั้นก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนไป ไม่มีงานกลุ่มไหนเลยที่จะให้เขามีส่วนร่วมในกลุ่ม มีเพียงตัวของเขาคนเดียวที่ทำงานกลุ่ม เพียงคนเดียวทั้งนั้น เขากลายเป็นผมาหัวเน่าจนบางครั้งถูกนักเรียนร่วมห้องรังแก และพอชายหนุ่มตอบโต้ ก็กลับกลายเป็นว่าฝ่ายที่ผิดก็ตกมาที่อดิศักดิ์เพียงคนเดียว ชีวิตมันช่างไม่มีอะไรที่เข้าข้างเขาเลยในช่วงเวลานั้น แจ่ในร้ายก็มีดี เพราะหลังจากเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทนั้นเกิดขึ้น ก็ไม่มีนักเรียนร่วมห้องคนไหนกล้ายมายุ่งกับเขาอีกเลย นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ช่วงปลายเทอม เขาเองต้องมานั่งเก็บคะแนนความประพฤติให้ผ่าน โดยที่มีเพียงคะแนนจิตพิศัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ วิชาอื่นหรืองานใดๆที่ทำล้วนเป้นเครื่องการันตีได้ว่าเขานั้นไม่ใช่คนที่ไม่ฉลาด ทุกผลงานล้วนเป็นที่ยอมรับของครูทุกๆคนที่มาสอน ไม่เคยพลาดงานที่ครูสั่งไม่ว่าจะวิชาใดๆ เขากลายเป้นคนฉลาดที่ผู้คนในโรงเรียนต่างพากันหวาดกลัว


                                    ครั้งสุดท้ายที่เขาวิวาท นักเรียนที่อยู่ต่ำกว่าเขาลงไปหนึ่งชั้นถูกเข้าโรงพยาบาลเพราะถูกพู่กันระบายสีทิ่มเข้าที่รูหูทั้งสองข้าง เหตุเพราะเรื่องที่อดิศักดิ์ในช่วงที่มาใหม่ๆนั้นเข้าไปนั่งเรียนร้านเกมและไม่ยอมลุกให้เด็กพวกนั้นเพราะยังไม่หมดชั่วโมง ทำให้เด็กพวกนั้นดักทำร้ายอดิศักดิ์แต่ไม่เป็นอะไร ในวันต่อมาเด็กนักเรียนพวกนั้นเจอเขากำลังล้างแปรงพู่กันระบายสีอยู่ จึงเข้ามาล้อเลียน อดิศักดิ์เองก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาคิดว่าเรื่องมันแล้วไปเแล้วก็ให้มันแล้วไป แต่เด็กพวกนั้นกลับไม่.. ท้ายที่สุด ด้ามพู่กันเบอร์ 5 ยี่ห้อ สง่า มยุระ ก็กลายเป็นอาวุธที่หมายจะสังหารพวกนั้นให้ตายคามือโดยการเสียบเข้าทะลุแก้วหุและตบจนปลายพู่กันทะลุแก้วหูอีกฝั่ง แต่เป็นอะไรที่น่าเสียดายที่สามคนนั้นดันไม่ถึงที่ตายแต่ก็ดสียศูนย์ และได้หูหนวกเป็นของแถม ชายหนุ่มมองคนพวกนั้นอย่างน่าสมเพช จนจิตสำนึกของเขามันดันพุ่งขึ้นมาจากหลืบไหนไม่ทราบ เขาหนีแต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ จริงๆเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นควรจะเป็นตั๋วพาอดิศักดิ์เข้าสู่สถานพินิจฯ ฐานฆ่าคนโดยเจตนา แต่ก็ยังดีที่อดิศักดิ์เองเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เบอร์โทรศัพท์ที่เขายื่นให้ตำรวจทำให้เรื่องทุกอย่างกลายเป็นเหมือนฝุ่นที่เป่าก็ปลิวหายไป ชายหนุ่มกลับมาเรียนได้ตามปกติ ท่ามกลางความงุนงงของคนที่รู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และความหวาดกลัวต่ออดิศักดิ์ที่มีต่อผู้คนก็ลามไปทั่วโรงเรียน เหมือนเป็นโชคดีของโรงเรียนวิถีพุทธนั้นที่ มันอยู่ในช่วงสอบปลายภาค และอดิศกดิ์กำลังจะจบการศึกษา เขาจึงทำสิ่งที่ยังคั่งค้างอย่ให้เสร็จ นั่นคือแก้จิตพิศัยให้ผ่าน และก็จบจากที่โรงเรียนนั้นไป โดยที่วันปัจฉิม ไม่มีวี่แววของอดิศักดิ์ร่วมอยู่ในงาน.. เขาคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าหากเขาจะหายไปจากโรงเรียนนี้ โดยที่ให้ทุกอย่างที่เขาได้ทำไว้ที่นี่เป็นเพียงฝันร้ายที่เกิดขึ้นและเลือนหายไปตามกาลเวลา...


                                  นั่นคือความโดดในช่วงมัธยมต้นที่เขาผ่านมันมา จนกระทั่งตอนนี้ พ่อกับแม่(ที่แท้จริง) ก็ตายไปแล้ว ไม่เคยพบญาติฝ่ายใด ความโดดเดี่ยวก็ยังคงสถิตอยู่กับเขาไปตราบนิจนิรันดร์ ชายหนุ่มเดินมาถึงวิหาร เขาได้ทักทายผู้เฝ้าวิหาร"สปาตาคัส" ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาเทวรูปและวางเครื่องสักการะไว้ที่แท่นบูชา น้อยนักที่เทพแห่งความืดจะมีเครื่องสักการะ เพราะแท่นสักการะนั้นยังคงมีของที่ชายหนุ่มวางอยู่ตั้งแต่สามวันก่อน รวมถึงของเมื่อวานและเมื่อซานซืนรวมอยู่บนโต๊เดียว อดิศักดิ์เองก็พยยามทำความเข้าใจ แล้วก็ยังคงสักการะด้วยของที่ไม่ซ้ำกันเผื่อว่าความไม่จำเจจะเป็นอีกสีสันนึงของเทพองค์นี้ ซึ่งก็เป็นพ่อของเขาเอง พอนึกๆไป มันก็ชวนให้นึกถึงเนื้อของเกมๆนึงที่เขาเพิ่งเล่นจบไป ตัวละครเอกของเรานั้นไม่ได้มีพ่อคนเดียวกับที่เจอหน้ากันและเลี้ยงดู แต่กลับเป็นผู้ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ต่างๆของโลก หรือก็หมายถึงเทพนั่นล่ะ เขารู้สึกได้ว่าเกมนั้นทำออกมาคล้ายกับชีวิตจริงของชายหนุ่มเลย แต่ความคล้ายคลึงกันแบบนี้ มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะโลกนี้มันไม่มีอะไรใหม่สำหรับพวกเราอยู่แล้ว เพียงแค่ว่าเรากลับมาเกิดใหม่แล้วเราดันลืมไป ว่ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นก็เท่านั้น เป็นคำสอนที่อดิศักดิ์ได้มาจากที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย บ้านเก่าของเขานั่นเอง...


                                  "วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันนะครับท่านพ่อ ไม่ได้เจอกันเป็นตัวเป็นตนเหมือนเดิม แต่ก็มีของมาฝากให้เรื่อยๆ หวังว่าพ่อคงชอบ ความจำเจกับเรื่องซ้ำๆของซ้ำ บางทีมันก็ทำให้มนุษย์เกิดความเบื่อหน่ายได้ไม่น้อย ท่านคิดว่าไงครับ?... ผมเลยเปลี่ยนของที่เอามาให้บ่อยๆ คราวนี้เป็นไก่ทอดนะครับ ฮะๆๆ เผื่อว่าท่านพ่อจะชอบ แบ่งกันกับสปาตาคัสล่ะ เขาอุส่าห์เฝ้าที่นี่ให้ อย่างน้อยในวันที่ไม่มีใครท่านพ่อก็มาคุยกับเขาซักหน่อยก็ดีนะครับ ก็แค่สองคนอ่ะนะ ไม่ได้เป็นกลุ่มคนหมู่มากอย่างที่ท่านพ่อไม่ชอบแบบนั้นอยู่แล้ว เอาล่ะครับ หวังว่าผมจะได้เจอท่านพ่อซักวัน ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ตายจริงๆแล้ว ผมอยูคนเดียวไม่มีเพื่อน ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยใช่มั้ยล่ะครับ ฮะๆๆ.. ตลกร้ายไม่เบาเลยจริงๆ เวลาจะมีเพื่อน ก็ต้องเกิดเรื่องจนสุดท้ายแล้วผมก็ต้องมาอยู่คนเดียวแบบนี้ บางทีมันก็ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องที่เราประทับใจหรืออะไรที่เราได้เจอมาเล่าให้ฟัง.. แบบนี้มันก็แย่นะครับ.. ช่างเถอะ.. งั้นเดี๋ยวผมไปฝึกต่อสู้กับสปาตาคัสต่อล่ะนะครับ ดีใจที่ได้มาหานะครับ เอาไว้พรุ่งนี้เจอกันนะครับ"


                                    อดิศักดิ๋คำนับอย่างสุภาพและเดินหันหลังจากไป ซึ่งก็ไม่ได้ออกจากพื้นที่ของวิหารไปเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มวางกระเป๋าสะพายลงและนำเครื่องป้องกันขึ้นมาใส่ ทั้งสนับศอก เข่า แข้ง และกั๊กยุทธวิธีที่เอาไว้กันโดนดาบไม้จ้วงเข้าใส่ แม้จะเป็นเพียงดาบไม้เหล่า แต่แรงของนักรบในชุดเกราะนั้นไม่ใช่ของเล่นๆ เขาจ้วงจริงฟันจริงเหมือนกับทำสงครามจริงๆ เพียงแค่ไม่ได้เอาจริงเอาจังขนาดนั้น แต่มันก็อยู่ในระดับที่ชายหนุ่มเองต้องเอาจริงกับการรับมือกับนักรบที่เป็นครูฝึกให้กับเขาผู้นี้อยู่ตลอดเวลา


                                   "เอาล่ะ วันนี้ข้าจะให้เข้าได้ฝึกใช้โล่ห์ใหญ่กับดาบ แต่ก่อนอื่น ข้าจะทดสอบบทเรียนเมื่อวานที่ข้าได้สอนเจ้าไป ไปหยิบโล่ห์กับหอกมาแล้วมายืนที่หน้าข้า ให้เวลาสองนาที ช้าโดน"
                                   "ครับ!" ความเข้มงวดของสปาตาคัสนั้นไม่ต่างอะไรกับครูฝึกในยุคปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะเร็วแค่ไหน หอกไม้ในมือของนักรบชุดเกราะดำก็พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มที่วิ่งมาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัวอยู่ดี


                                  ไม่มีการพูดพร่ำหรือย้ำอะไรให้มากความ การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีอะไรต้องกล่าว สปาตาคัสและอดิศักดิ์ต่างพุ่งหอกและชูโล่ห์ของตนป้องกันการโจมตีของฝั่งตรงข้างอย่างต่อเนื่อง เสียงเปรี้ยงปรางของไม้กระแทกไม้กระตุ้นความฮึกเหิมและความตื่นเต้นแก่ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ตรงหน้านั้นคือคู่ซ้อมที่ข่อมคู่ซ้อมที่ตัวใหญ่กว่าอย่างอดิศักดิ์ได้อย่างไม่ยากเย็น ต่างฝ่ายต่างดูเชิง แต่สปาตคัสกลับไม่ใจเย็นเหมือนชายหนุ่ม สำหรับนักรบในชุดเกราะดำนั้น อดิศักดิ์เป็นหมือนหมูในอวยที่พยายามจะขุนไม่ได้เพื่อเชือด แต่เอาไว้ให้หมูนั้นไม่เชือดตัวเอง แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้เกรงกลัวอะไรในตัวชายหนุ่มนักในตอนนี้ แต่เมื่อใดที่สปาตาคัสได้ฝึกฝนอดิศักดิ์ไปจนถึงระดับนึงแล้ว คำว่าหมูในอวยจะให้ไม่ได้อีกต่อไป และจะกลายเป็นเสือชนเสือที่ต่างฝ่ายต่างมีฝีมือทัดเทียมกันพอที่จะล้มกันอีกฝ่ายลงได้ด้วยความแข็งแกร่งของตัวเอง...


                                  เสียงกระแทกกันของหอกไม้และโล่ห์ไม้แกะสลักเริ่มต่อเนื่องมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้คิด มีเพียงแต่ทักษะการตอบโต้ที่ฝึกฝนกันมาเท่านั้น จนกระทั่ง


                                  *เปรี้ยง!!*


                                  โล่ห์ของอดิสักดิ์กระเด็นหลุดออกจากมือไปแต่หอกของเขากลับจ่ออยู่ที่แผ่นเกราะตรงที่ตั้งกลางหัวใจของร่างกายพอดี การทบทวนบทเรียนได้จบลง สปาตาคัสพุ่งหอกไม้เสียงลงพื้นอาไว้ และหยิบดาบไม้รูปแบบของดาบสไตเจี่ยน ซึ่งรูปทรงนั้น ชายหนุ่มเคยเห็นมันในเกมแล้วก็ในหนัง รูปทรงนี้ทำให้เขานึกถึงสปาร์ตา พอถือคู่กับโล่ห์กลมขนาดใหญ่สไตล์กรีกโบราณด้วยแล้ว มันใช่สปาร์ตันมากกว่าลีเจี่ยนของโรมันเสียอีก ชายหนุ่มคิด แล้วจึงหยิบดาบแบบเดียวกันขึ้นมา


                                   "สำหรับสายเลือดแห่งความมืดนั้น สไตเจี่ยนเป็นสิ่งที่จะเอาไว้ต่อสู้และปกป้องสำหรับพวกเรา อาวุธอื่นนั้นก็สามารถใช้ได้ แต่จะไม่สามารถดึงพลังแห่งสายเลือดของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่หากไม่ใช่ดาบสไตเจี่ยนนี้ หากไได้มันได้แล้ว เก็บไว้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของกายเจ้า อย่าให้ห่างกายเป็นอันขาด เข้าใจนะ"
                                   "เข้าใจครับ"
                                   "ดีมาก.. ต่อไปจะเป็นการฝึกกระบวนท่าของดาบสไตเจี่ยนนี้ เริ่มจากที่การฟัน..."


                                   แล้วการฝึกซ้อมก็เริ่มขึ้น การฟัน ชายหนุ่มเห็นและจดจำ แม้ว่าท่วงท่าของมันจะไม่ค่อยเหมือนกับที่เห็น เพราะนั่นเป็นภาพยนตร์ ส่วนนี่เป็นของจริง.. สำหรับผู้เริ่มต้นเช่นเขา ซึ่งคนเราจำเป็นต้องยืนให้ได้ก่อนที่จะเดินหรือวิ่ง แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมต้องมีจุดเริ่มต้น และชายหนุ่มเข้าใจในจุดนี่อย่างทันควัน เกือบที่ชายหนุ่มจะหงุดหงิดไปเสี้ยววิ เขาจึงเริ่มฝึกฝนตามที่ผู้ฝึกสอนอย่างสปาตาคัสสั่งให้ทำ เพื่อการปูพื้นฐานในการต่อสู้โดยใช้ดาบสไตเจี่ยนนั้นเอง จากพื้นฐานที่ปูให้จนเต็ม ก้าวสู่ขั้นต่อมาอย่างรวดเร็ว โดยที่ยังไม่ทันจะได้เข้าใจถึงพื้นฐานตรงนั้น สปาตาคัสเข้าสู่ขั้นตอนต่อมา คือการฟันศัตรู ซึ่งตรงหน้าของชายหนุ่มคือหุ่นฟางไม้ สปาตาคัสให้เริ่มฟันหุ่นนั่นพร้อมกับถือโล่ห์เป็นจำนวนพันครั้ง นั่นทำเอาชายหนุ่มเหวอไปเล็กน้อยแต่ก็ดึงสติกลับมาได้ และเริ่มฟันอย่างไม่ลังเลและรีรอ การฟันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การลงน้ำหนักในการฟันสม่ำเสมอโดยการควบคุมของสปาตาคัสที่คอยเดินดูอยู่ข้างๆ จนกระทั่งฟันครบหนึ่งพันครั้งจริงๆ สปาตาคัสจึงให้อดิศักดิ์เปลี่ยนมือที่ถือดาบให้มาถือข้างซ้ายและขวาถือโล่ห์ และให้ฟันดาบด้วยมือซ้ายจำนวนพันครั้ง นั่นทำเอาอดิสักดิ์แอบหงุดหงิด เพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนี้.. แต่ในความหงุดหงิดนั้น มือของชายหนุ่มที่ถือดาบในข้างที่ไม่ถนัดก็ฟันหุ่นไม้ไปเรื่อยๆ แรงของดาบที่ฟันลงมาถูกควบคุมอยู่ตลอด จนกระทั่งการฟันดาบด้วยมือซ้ายเสร็จสิ้น อดิศักดิ์ถึงกับหเหวี่ยงดาบปักลงพื้นและทรุงตัวลงนั่งหอบ


                                  "อะไรๆ แค่นี้เหนื่อยหอบแล้วงั้นเหรอ?" สปาตาคัสเอ่ยถาม
                                  "เหนื่อยไม่เหนื่อยไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มันโคตรจะฝืนตัวเองสุดไปเลยล่ะครับ เฮ้อ"
                                  "ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ต่อจากนี้ต่อไป ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายใหม่ของเจ้า ทุกๆครั้งที่เริ่มฝึกซ้อม ให้เจ้าฟันดาบและใช้หอกด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดเป็นจำนวนที่กำหนดไว้ นั่นคือพันครั้ง ในแต่ละวัน"
                                  "หา.. เอาจริงดิ" อดิศักดิ์ร้องฮะอย่างที่หน้าตาของเขาก็เหวอไปด้วย นี่มันอะไรของเขากันแน่เนี่ย
                                  "หากเจ้าทำตามเงื่อนไขนี้ไม่สำเร็จ ถือว่าข้าจะไม่เริ่มการฝึกฝนในขั้นต่อไปให้เจ้า ตกลงตามนี้เอามั้ย?"
                                  "... ให้ตายสิ ช่วยไม่ได้ มันต้องมีอะไรซักอย่างนี่ล่ะ ตกลงก็แล้วกัน"
                                  "ดีมาก.. เอาล่ะ มาเริ่มฝึกกันต่อเลย"


                                  ว่าแล้วสปาตาคัสก็เริ่มการฝึกฝนต่อไป จนกระทั่งตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ชายหนุ่มและนักรบทมิฬได้ช่วยกันเก็บอุปกรณ์การฝึกไปไว้ที่ห้องเก็บของหลังวิหาร แล้วนั่งพักกันให้หายเหนื่อย


                                 "ข้าล่ะนับถือใจของเจ้าจริงๆ เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่ข้าให้ทำนั้นมันจะเป็นเพราะอคติของข้าบ้างเหรอ?"
                                 "..หมายความว่ายังไง.." ชายหนุ่มเอ่ยถาม
                                 "ก็เรื่องที่ข้าให้เจ้าทำในวันนี้ไง เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่ข้าให้ทำมันมีอะไรบ้างั้นเหรอ?"
                                 "ก็.. ไม่รู้สิ ข้าไม่คิดว่าท่านจะเป้นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรขนาดนั้น ไม่ง้้นผมคงจะไม่ได้มานั่นงคุยเล่นกับท่านแบบนี้หรอก"
                                 "เจ้านี่มันมองโลกในแง่ดีเกินไปเหมือนกันนะ เจ้าเคยโดนหลอกให้ทำอะไรซักอย่างโดยที่ตัวเองรู้ว่าเขากำลังแกล้งอยู่รึเปล่า?"
                                 "อืมม เคยสิครับ บ่อยด้วย โดนจนผมกลายเป็นตัวตลกของกลุ่มไปโดยปริยายเลยล่ะครับ"
                                 "แล้วเจ้า.. ไม่โกรธคนที่แกล้งเจ้าบ้างรไงกัน?"
                                 "โกรธเหรอ? จะไปโกรธเขาทำไมล่ะครับ?"
                                 "เอ๊ะเจ้านี่โง่หรือแกล้งเนี่ย ก็โกรธที่พวกนั้นแกล้งเจ้ายังไง ไม่แปลกใจเลยที่โดนแกล้งบ่อยๆเนี่ย รู้ว่าเขาแกล้ง ก็เต็มใจให้แกล้ง ข้าไม่เคยเจอเลยนะ"
                                 "อย่างมันก็ยังดีกว่าพวกเขาไม่เห็นเราในสายตานะครับ สำหรับผมแล้วการที่เขาแกล้งเราหรือหลอกให้เราทำอะไรที่มันสร้างบันเทิงให้กับเขา นั่นก็เพราะเขายังเห็นเราอยู่ในสายตาอยู่นะครับ"
                                 "เห็นในสายตา ในฐานะตัวตลกงั้นเหรอ เข้าไม่สมเพชตัวเองหน่อยรึไง ข้าล่ะหงุดหงิดเจ้าเสียจริง"
                                 "จะในฐานะตัวตลกหรืออะไรก็ช่าง มันก็ทำให้ตัวผมกลายเป็นที่รักดีกว่าผมเป็นหัวหลักหัวตอที่เขามองผ่านไปนะครับ ความโดดเดี่ยวสำหรับผมก็ว่าเจ็บปวดนะ แต่มันจะเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกหากอยู่ท่ามกลางคนรอบกลายเป็นก็ยังโดดเดี่ยวไม่มีใครเห็น ความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดมากกว่าอะไรที่ผมเคยเจอ ต่อให้เจอแบบนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ไม่มีทางเลยที่ผมจะทำให้คุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ได้ เจอแบบนี้กี่ครั้งก็เจ็บปวดทุกครั้ง ถ้าหากให้ผมโดดเดี่ยวไม่มีใครเหลียวแล สู้ให้ผมเป็นตัวตลกเป็นที่รักของผู้คนวะดีกว่า ผมมีความสุขกว่าเยอะครับ..."


                                 อดิศักดิ์พูดจบแม้ว่าเขาจะมองใบหน้าของสปาตาคัสไม่เห็น แต่เพียงแค่เขาตบไหล่ของอดิศัดิ์เท่านั้น เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นสื่ออะไร


                                 "ไม่ผิดเลยที่ฉันนับถือใจนาย เจ้าหนุุ่ม" นักรบในชุดเกราะตบไหล่ของอดิศักดิ์อีกครั้ง และเดินจากไป


                                  ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่บันไดหินอ่อนก็ค่อยๆถอนหายใจคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น และเดินถอดสนับแข้ง เข่า ศอก ออกจากตัวและเก็บใส่กระเป๋าสะพาย พรุ่งนี้เขาก็จะมาที่นี่อีกครั้งหลังจากจบการบำเพ็ญประโยชน์ เพราะการฝึกนั้นยังไม่สิ้นสุด เขาจะยังต้องมาต่อไปเรื่อยๆ และเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร การฝึกหันดาบด้วยมือขวาก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ทำให้เขาสามารถใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับอาวุธต่อสู้ได้ มันจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นหากึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และต่อๆไป...

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +15 คุณธรรม โพสต์ 2020-6-15 13:56
(( หากพร้อมจะเริ่มอีเว้นท์พิเศษ ทักแชทส่วนตัวเพื่อโรลดอต ))  โพสต์ 2020-6-15 11:15
คุณได้รับ +8 คุณธรรม +3 ความชั่ว +15 ความโหด โพสต์ 2020-6-15 11:13

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy +10 USD +800 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 800

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
โพสต์ 2020-6-30 20:43:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                   ณ วิหารอาร์เมนิอุส...
                                   ในแต่ละวันของชายที่ชื่อว่าอดิศักดิ์ วงค์กรรณ์ นั้น ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะมีแรงบรรดาลใจกับสิ่งต่างๆตลอดเวลา เมื่อเขาต้องการที่จะทำสิ่งใด ความทะเยอทะยานของเขาก็จะพาตัวเองไปอยู่ตรงจุดๆนั้น และจะต้องทำมันให้สำเร็จอย่างที่ไม่มีค้างคาใดๆ ความกล้าได้กล้าเสียของเขาครั้งนึงก็เคยทำเอาเขาเกือบที่จะล้มเหลว แต่ในท้ายที่สุดก็กลับมาสำเร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่พอยิ่งโตขึ้น ความทะยานอยากขอเขาก็ยิ่งลดลง ความเข้าใจในชีวิตของเขาก็มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้ทำทะยานอยากของเขานั้นแทบจะไม่มีเหลืออยู่ในใจของเขาแล้วในตอนนี้ ควาทะเยอเทะยานที่เคยเป็นสิ่งที่นำพาเขาไปสู่ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ในท้ายที่สุดก็ายไปจนหมด เหลือไว้เพียงแต่ตัวของชายหนุ่มกับความคุ้นเคยกับความเป็นไปของโลกใบนี้ โดยอดิศักดิ์นั้นให้คำนิยามกับความเป็นไปนี้จากพระรูปหนึ่งที่เขานับถือ "โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่เรานั้นจำไม่ได้เท่านั้นเอง.." ความตื่นเต้นและความทะยานอยากทำอยากค้นหาให้ยิ่งๆขึ้นไปที่เคยมี นานวันเข้า ผ่านไปแรมเดือน แรมปี แรงบรรดาลใจที่เป็นดั่งไฟในตัวของชายหนุ่มและทุกๆอย่างก็ค่อยมอดลงไปจนปลายเป็นเพียงแสงเทียนริบหลี่เท่านั้น แต่แม้ว่าประกายไฟนั้นจะเหลือเพียงเปลวเทียนก็ตาม แต่ความสว่างของเปลวเทียนนั้นกลับสว่างมากกว่า ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันเสียอีกไปไหนๆ แม้ว่าเขานั้นจะเป็นบุตรของเทพแห่งความมืดทางตอนเหนือ แต่ใจของเขานั้นไม่ได้มืดมิดตามที่เป็นเสมอไป ในบางครั้งใจของเขาก็สว่างไปด้วยเปลวเทียนดวงน้อยด้วยนั้นด้วยเช่นกัน...


                                  บุตรแห่งความืดทางตอนเหนือ ที่มีจิตใจใฝ่ไปในทางสว่าง เป็นสิ่งที่ฟังดูแล้วไม่หน้าจะเข้ากันได้ ทั้งแสงสว่างและความืดล้วนต่างเป็นของที่อยู่ตรงกันข้ามกัน หากแต่สิ่งที่เป็นแสงสว่างนั้นเป็นอยู่ในตัวของเขาหาใช่ซึ่งพลัง หากแต่เป็นจิตใจที่มีแต่ความสงบสุข แม้จะโดดเดียวเปลี่ยวเหงาเช่นไร ใจของชายหนุ่มนั้นไฝ่ฟาเพียงความสงบสันติ มีจิตใจที่ดีและเมตตาต่อกัน ทำให้มีความสว่างภายจิตใจของเขาแม้ตัวตนของเขาจะมีส่วนนึงเป็นพลังแห่งความมืดก็ตาม...


                                   ชายหนุ่มเดินเข้ามาในป่าต้องห้ามเหมือนกับทุกๆครั้งที่จะต้องผ่านเข้าไปใน่าต้องห้ามเพื่อเข้าไปยังวิหารแห่งอารืเมนิอุส ใช่ พ่อของเขา ผู้คนที่เห็นเขาที่เดิอนเข้าออกป่าต้องห้ามเป็นว่าเล่น อย่าง แฟรงก์ จางที่เห็นตลอด เพราะป่าต้องห้ามกับสวนพฤกษแห่งอเลอนัสนั้นอย่ไม่ใก้ลไม่ไกลจากที่เข้าป่าต้องห้ามนัก และการจะเข้าไปในป่าต้องห้ามก็จะต้องเดินข้ามสะพานมาอีกฝั่งและผ่านหน้าสวนพฤกษาแห่งอเลอนัส ซึ่งแฟรงก์ จาง ที่เป็นผู้ดูแลสวนพฤกษาก็เห็นอดิศักดิ์เดินเข้าเดินออกจนไม่แปลกใจกับสิ่งที่เห็นเท่าไหร่แล้ว แต่กับคนที่เดินทางไปยังสวนพฤกษาเพื่อเข้าไปเรียนและศึกาาที่สวนที่เดินทางไปมาบ่อยๆ ก็เห็นอดิศักดิ์ที่เห็นสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเจอไม่นานเทียวไปเทียวมาในป่าอยู่บ่อยจนบางคนก็ระแวงว่าเขานั้นเป็นปีศาจหรือสัตว์ประหลาดแปลงกายหรือยังไง จนมีช่วงสั้นที่เรื่องนี้กลายเป็น Talk of The Town ของเหล่านักเรียนที่เดินทางไปเรียนที่สวนพฤกษาอเสอนัสอยู่ช่วงนึงไปเลย


                                  ถึงกระนั้น ความที่เขาเองไม่ได้สนใจเสียงจากคนรอบข้างเท่าไหร่ แทบจะเรียกได้ว่าไม่ฟังใครเลยมากกว่า อดิศํกดิ์ก็ทำเช่นนี้เป็นปกติของเขาตลอด ก็แน่ล่ะ เขาเข้าไปเพื่อไปหาพ่อของเขาที่วิหารของเทพอาร์เมนิอุสนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดียวกับคนอื่นๆซะที่ไหนและเขาเองก็แข็งแกร่งพอที่จะเดินเข้าไปในนั้นได้โอยที่ไม่กลัวอันตรายใดๆ ไม่จำเป็นต้องระแวงสิ่งใด เพราะยังไงซะเขาก็สามารถรับมือกับสิ่งที่อยู่ในป่าต้องห้ามนั้นได้อยู่แล้ว...


                                  ชายหนุ่มเดินมาถึงที่วิหาร เหมือนกับทุกๆครั้งที่มาที่นี่ อย่างแรกคืทักทายผู้เฝ้าวิหาร อย่างที่สอง คือการสักการะเทวรูปตัวแทน กับวางของที่นำมาสักการะไว้ ก่อนที่จะสวดมนต์.. ใช่ คราวนี้ชายหนุ่มสวดมนต์ ขอพรแก่ผู้เป็นพ่อที่เมื่อเช้าเขาได้มาหา มาพูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ด้วยความเป็ฯห่วงที่ชายหนุ่มนั้นก็ไม่ได้โหยหา แต่ก็ไม่ได้รังเกลียดถ้าจะได้รับมา ถึงแม้จะเย็นชา แต่ความเคารพก็ยังมีอยู่ การที่จะเคารพผู้เป็นพ่อด้วยการสวดมนต์ต่อหน้าเทวรูปขอพรจากผู้เป็นพ่อในด้านต่างๆ รวมถึงความแข็งแกร่งของตนเองด้วยเช่นเดียวกัน


                                 หลังจากที่ทำการสวดมนต์จบเสร็จเรียบร้อย และวางเครื่องสักการะเอาไว้ที่แท่น แล้วกลับออกมาจากวิหารเพื่อเริ่มต้อนฝึกฝนการต่อสู้ต่อมา คราวนี้เป็นการฝึกฝนในการใช้อาวุธชิ้นต่อมา ชายหนุ่มที่เินไปเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยก็พร้อมสำหรับการฝึกอันหฤโหดนี้อีกครั้ง โล่ห์กลมพร้อม อาวุธพร้อม เขากับสปาตาคัสที่เป็นครูฝึกให้ก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่อีกฝ่ายได้ถ่ายทอดมาให้อย่างต่อเนื่องและตั้งใจ ไม่มีความเบื่อหน่ายหรือต่อต้านแต่อย่างใด จนเมื่อทุกอย่างถึงเวลา ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า วันนี้เขาไม่ได้ออกไปทำงานบำเพ็ญสาธรณประโยชน์รอบๆเกาะ จึงต้องบอกกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเพื่อให้เขาทราบและจัดการเรื่องนี้ต่อไป...





แสดงความคิดเห็น

(( จัดส่งสกิล Dark Ball เรียบร้อยแล้ว ))  โพสต์ 2020-7-2 13:02
คุณได้รับ +15 คุณธรรม +10 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 22:03

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Energy -50000 USD +200 ย่อ เหตุผล
Admin -50000 + 200

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
มาลัยลอเรล
Dark Area
DUEL DISC
VR Headset
Rifle
Super Car
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x5
x10
x10
x10
x10
x99
x100
x100
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต